ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566

ฎีกาที่ 2047/2566

หลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 8 วรรคสอง กำหนดให้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องนั้นด้วย แม้ตามคําร้องของจำเลยทั้งสองขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ มีคําขอท้ายคําร้องเพียงว่าขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่และพิพากษายกฟ้อง มิได้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคําร้องนี้ด้วย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้รับคําร้องของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ ในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยทั้งสองจึงเพิ่งยื่นคําร้องขอเงินค่าปรับคืนจากศาลพร้อมดอกเบี้ยก็ตาม ก็พออนุโลมได้ว่า จำเลยทั้งสองประสงค์จะขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนดังกล่าวและระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคําร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว และตามมาตรา 14 (2) ตอนแรกที่บัญญัติว่า "ถ้าต้องรับโทษปรับและได้ชําระค่าปรับต่อศาลแล้ว ให้ได้รับเงินค่าปรับคืน..." เป็นการบังคับว่าต้องให้ได้รับเงินค่าปรับคืน จะใช้ดุลพินิจไม่ให้ได้รับเงินค่าปรับคืนไม่ได้ ส่วนตอนท้ายที่บัญญัติว่า "…โดยศาลจะคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชําระค่าปรับ จนถึงวันที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้" เป็นการให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่ก็ได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสํานวนว่าสมควรจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่ หาใช่ว่าศาลต้องคิดดอกเบี้ยให้โดยศาลคงใช้ดุลพินิจคิดดอกเบี้ยให้เพียงถึงวันใดเท่านั้น คดีรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มีเจตนารมณ์ให้บุคคลผู้ต้องรับโทษทางอาญาโดยคําพิพากษาถึงที่สุดมีสิทธิขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในภายหลังหากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนและได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคําพิพากษานั้นคืน หากปรากฏตามคําพิพากษาของศาลที่พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้กระทำความผิด ซึ่งการที่จะให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทน และได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคําพิพากษานั้นคืน ศาลที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ไม่จำต้องถูกผูกพันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่ทำให้จำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีไม่ได้กระทำความผิดแล้วจะกำหนดให้จำเลยทั้งสองได้รับค่าทดแทนไม่ได้ เพราะเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งแห่งเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้ก็เพื่อต้องการให้บุคคลที่มิได้เป็นผู้กระทำความผิดได้รับการแก้ไขเยียวยาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย ดังนั้น ศาลที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ซึ่งรวมทั้งศาลฎีกายังคงมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยทั้งสองได้ และเมื่อข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายมาก สมควรที่จำเลยที่ 2 จะได้รับการเยียวยาด้วยการคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชําระค่าปรับจนถึงวันที่ได้รับเงินค่าปรับคืนด้วย ส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ของกลาง เพื่อมิให้มีปัญหาที่อาจมีในชั้นการขอคืน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจ และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งรถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น ALPHARD ความจุกระบอกสูบ 2,400 ซีซี หมายเลขตัวรถ ATH10-0012880 หมายเลขเครื่องยนต์ 2AZ-1955163 เป็นรถยนต์ที่ยังมิได้เสียภาษีสรรพสามิต และเป็นสินค้าตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 คิดเป็นมูลค่าภาษีสรรพสามิตที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระเป็นเงิน 1,422,350 บาท โดยจำเลยทั้งสองรู้ว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีและมิได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ตามวันเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานยึดรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง รถยนต์ของกลางโจทก์ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 163 แล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 161, 167 พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 3, 5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161 (1), 167 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละสองเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสียเป็นเงิน 2,844,700 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 1,422,350 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2560 จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับจำนวน 1,422,350 บาท ซึ่งเป็นค่าปรับเฉพาะที่ปรับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงวันที่ 24 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 อ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่ว่า กรณีรถยนต์ของกลางได้ชำระภาษีสรรพสามิตถูกต้องแล้ว มีคำขอท้ายคำร้องเพียงว่า ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่และพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยมติที่ประชุมใหญ่มีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้คืนค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนแก่จำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วทำความเห็นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางมีการเสียภาษีสรรพสามิตครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นสมควรพิพากษายกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2561 และพิพากษาใหม่ว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิด ให้ยกฟ้องโจทก์และคืนเงินค่าปรับแก่จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าของจำนวนเงินค่าปรับด้วยและมีคำสั่งคืนรถยนต์ของกลางโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่นี้ จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้คิดดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินค่าปรับ 1,422,350 บาท นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 กับขอให้สั่งคืนรถยนต์ของกลางและสั่งให้พนักงานสอบสวนคืนรถยนต์ของกลางโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะมีค่าใช้จ่ายในการจอดรถยนต์และขอให้กำหนดค่าทนายความแก่จำเลยทั้งสองด้วย โจทก์ไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำร้องให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิพากษาคดีนั้นหรือศาลอื่นที่ได้มีเขตอำนาจแทนศาลนั้น เว้นแต่..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคำร้องดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ต้องอ้างเหตุตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 โดยละเอียดชัดแจ้ง และถ้าประสงค์จะขอค่าทดแทนเพื่อการที่บุคคลใดต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือขอรับสิทธิที่บุคคลนั้นเสียไปอันเป็นผลโดยตรงจากคำพิพากษานั้นคืน ให้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องนั้นด้วย คำขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนนั้น มิให้เรียกค่าธรรมเนียมศาล" คดีนี้แม้ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองลงวันที่ 8 กรกฎาคม 256
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2047/2566 · ทนอย Thanoy