คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 2055/2554
หลักกฎหมาย
กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2547) ออกตามความใน พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลชำระค่าใช้น้ำบาดาลในแต่ละงวดให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มงวดถัดไป ถือว่าเป็นกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคแรก นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวด มิใช่นับแต่ครบกำหนดตามหนังสือทวงถาม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนายประจญเป็นอธิบดี มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และได้มอบอำนาจให้นายสมพลฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลเพื่อการอุตสาหกรรมจากกรมทรัพยากรธรณีในเขตท้องที่อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ใบอนุญาตเลขที่ 57-50939-005 ถึง 57-50939-0011 รวม 7 ฉบับ โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้สูบน้ำจากบ่อบาดาลได้ไม่เกินวันละ 72 ลูกบาศก์เมตร และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลแก่กรมทรัพยากรธรณีปีละ 4 งวด งวดที่ 1 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม งวดที่ 2 ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน งวดที่ 3 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน งวดที่ 4 ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม แต่ละงวดต้องชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มงวดถัดไป ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท ของจำนวนน้ำบาดาลที่จำเลยใช้ หากจำเลยไม่ชำระค่าใช้น้ำบาดาลภายในกำหนด จำเลยต้องชำระในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท หรือ 7 บาท แล้วแต่กรณี กรณีไม่อาจคำนวณปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้ได้เนื่องจากจำเลยไม่ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำ จำเลยต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต หลังจากนั้นจำเลยได้ใช้น้ำบาดาลในการอุตสาหกรรมโดยมิได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้ และค้างชำระค่าใช้น้ำบาดาลใบอนุญาตละ 183,978 บาท รวม 7 ฉบับ เป็นต้นเงิน 1,287,846 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวด ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 562,110.15 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,849,956.15 บาท จึงขอให้จำเลยชำระค่าใช้น้ำบาดาลจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,287,846 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้น้ำบาดาลในลักษณะค่าธรรมเนียมของทางราชการมีอายุความ 2 ปี แต่โจทก์ฟ้องเมื่อพ้นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ต้องชำระ จึงขาดอายุความ จำเลยได้รับใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2539 และจำเลยมิได้ใช้น้ำบาดาลและค้างชำระค่าใช้น้ำตั้งแต่งวดที่ 2 ปี 2539 ถึงงวดที่ 3 ปี 2541 รวมเป็นเงินตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยยื่นคำขอใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลรวม 7 บ่อ เพื่อเดินเครื่องจักรผลิตแป้งมัน แต่จำเลยยังมิได้มีการติดตั้งมิเตอร์วัดปริมาณน้ำที่ใช้เพราะยังมิได้เดินเครื่องจักรโรงงานแป้งมัน จำเลยจึงมิได้สูบน้ำบาดาลมาใช้ แต่จำเลยคงทดลองเดินเครื่องจักรโรงงานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 เป็นเวลา 7 เดือน เท่านั้น หลังจากนั้นมิได้เดินเครื่องจักรโรงงานผลิตแป้งมันอีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 979,120.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 663,390 บาท นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยชดใช้เท่ากับทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,287,846 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล โดยออกใบอนุญาตและจัดเก็บค่าใช้น้ำบาดาลให้เป็นไปตามกฎหมาย จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการผลิตแป้งมัน และจำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 7 บ่อ ตามใบอนุญาตที่ 57-50939-005 ถึง 57-50939-0011 โดยออกใบอนุญาตให้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2539 และสิ้นอายุวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ตามสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตเอกสารหมาย จ.11 โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้สูบน้ำบาดาลได้บ่อละไม่เกินวันละ 72 ลูกบาศก์เมตร หลังจากจำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลแล้ว จำเลยไม่เคยชำระค่าน้ำบาดาลแก่โจทก์ตลอดมา แต่จำเลยรับว่าเป็นหนี้ค่าน้ำบาดาลแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 รวมเป็นเงิน 663,390 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าใช้น้ำบาดาลแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์คงมีเพียงพยานหลักฐานใบอนุญาตให้ใช
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง