คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 2065/2563
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อเดือนตุลาคม 2554 น้ำท่วมในโครงการและท่วมเข้ามาในบ้านโจทก์เนื่องจากจำเลยทั้งสองปรับปรุงระดับพื้นดินต่ำเป็นแอ่งกระทะไม่เรียบเสมอกัน ระดับพื้นบ้านชั้นล่างของโจทก์ไม่ได้มีระดับสูงกว่าถนนหน้าโครงการ 0.60 เมตร ตามที่ได้ยื่นขออนุญาตจัดสรร เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า บ้านโจทก์ไม่ได้เกิดความเสียหายจากการก่อสร้าง โครงสร้างโดยรวมของบ้านยังมั่นคงแข็งแรงและย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามสิ่งแวดล้อม กาลเวลาและการใช้งานตามสมควร ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดจากช่วงเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรง ความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จากคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองในเบื้องต้นย่อมเข้าใจว่า หากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการถมที่ดินให้มีความสูงไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินแล้ว เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมโจทก์จะไม่ได้รับความเสียหาย หรือหากได้รับความเสียหายก็จะเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการถมที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า สภาพทางธรณีวิทยาของที่ดินของพื้นที่ก่อสร้างในขณะทำการก่อสร้างจะมีอยู่อย่างไร จะก่อให้เกิดการทรุดตัวในปริมาณสูงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ทำการปรับถมดินไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการแล้วหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามความในมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษนั้น จำเลยทั้งสองเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าที่ดิน ทำการจัดสรรที่ดินและบ้านเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยที่ดินและบ้านในโครงการของจำเลยทั้งสองมีราคาสูง แต่จำเลยทั้งสองถมดินปรับระดับถนนในโครงการ และพื้นดินในโครงการ รวมถึงพื้นดินบริเวณบ้านโจทก์ มีระดับต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการ ไม่เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยทั้งสองจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายและคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินและบ้านมาตั้งแต่แรก มีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายเพื่อประโยชน์ในทางการค้าโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จึงสมควรบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 84/1พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 7พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 29พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 42
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 3,065,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองปรับปรุงแก้ไขระบบสาธารณูปโภคให้มีมาตรฐานและสามารถรองรับปัญหาน้ำท่วมได้และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเชิงลงโทษแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 15,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจค้าที่ดิน จัดสรรที่ดินและบ้านเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 36349 เลขที่ดิน 362 จากจำเลยที่ 2 เมื่อเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัยน้ำท่วมหมู่บ้านในโครงการคาซ่า วิลล์ ราชพฤกษ์ – รัตนาธิเบศร์ 2 และน้ำท่วมเข้าไปภายในบ้านโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับการถมที่ดินตกอยู่แก่โจทก์หรือจำเลยทั้งสอง เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภคยังคงเป็นไปตามหลักกฎหมายเกี่ยวกับการสืบพยานคดีแพ่งทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และบทสันนิษฐานความรับผิดต่าง ๆ ในกฎหมายสารบัญญัติ เว้นแต่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 จะบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ดังเช่น ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำฟ้อง ต่อมาประมาณต้นเดือนตุลาคม 2554 น้ำท่วมในโครงการและท่วมเข้ามาในตัวบ้านโจทก์ เนื่องจากจำเลยทั้งสองปรับปรุงระดับพื้นดินต่ำเป็นแอ่งกระทะไม่เรียบเสมอกัน ระดับพื้นบ้านชั้นล่างของโจทก์มิได้มีระดับสูงกว่าถนนราชพฤกษ์หน้าโครงการ 0.60 เมตร ตามที่ได้ยื่นขออนุญาตจัดสรรเป็นเหตุให้โจทก์ได้ความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า บ้านโจทก์มิได้เกิดความเสียหายจากการก่อสร้างทั้งในส่วนของงานฐานรากและโครงสร้างสภาพโดยรวมของบ้านยังมั่นคง แข็งแรง และสามารถใช้ประโยชน์พักอาศัยได้เป็นอย่างดี และย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามสิ่งแวดล้อม กาลเวลาและการใช้งานตามสมควรเท่านั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านโจทก์เกิดจากช่วงเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงในหลายจังหวัดทั่วประเทศรวมถึงอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า จากคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ต้องถมที่ดินภายในโครงการจัดสรรที่ดินไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการซึ่งคือถนนราชพฤกษ์ และในช่วงเดือนตุลาคม 2554 เกิดเหตุน้ำท่วมอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และเป็นเหตุให้บ้านโจทก์ตามคำฟ้องได้รับความเสียหาย ดังนั้นในเบื้องต้นย่อมทำให้เข้าใจว่าหากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการถมที่ดินให้มีความสูงไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโจทก์จะไม่ได้รับความเสียหายหรือหากได้รับความเสียหายจะเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการถมที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว แต่เหตุน้ำท่วมในช่วงเดือนตุลาคม 2554 เป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงเกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองอ้างขึ้น นอกจากนี้จำเลยทั้งสองให้การว่า สภาพของบ้านมีการเสื่อมสภาพไปตามสิ่งแวดล้อมกาลเวลาและการใช้งานตามสมควร โดยจำเลยทั้งสองนำสืบว่า สภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่ก่อสร้าง ณ วันก่อนการก่อสร้างโครงการ ชั้นดินด้านบนเป็นชั้นดินเหนียวอ่อนถึงอ่อนมากที่มีความหนากว่า 10 เมตร เป็นชั้นดินที่ก่อให้เกิดการทรุดตัวในปริมาณสูง ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า สภาพของที่ดินของพื้นที่ก่อสร้างในขณะทำการก่อสร้างจะมีอยู่อย่างไร เป็นชั้นดินเหนียวอ่อนถึงอ่อนมากที่มีความหนากว่า 10 เมตร ก่อให้เกิดการทรุดตัวในปริมาณสูงหรือไม่ จำเลยที่ 2
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง