ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 2071/2564

หลักกฎหมาย

ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ.2558 ข้อ 14 วรรคสองกำหนดว่า จำเลยฎีกาอาจยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง คดีนี้ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแล้ว เมื่อจำเลยทราบนัดวันฟังคำสั่งศาลฎีกาโดยชอบแล้วหากจำเลยประสงค์จะยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นต้องยื่นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งศาลฎีกาตามข้อ 14 วรรคสอง ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแก้ซ้ำอีก การที่โจทก์ไม่ได้นำส่งสำเนาภายในระยะเวลาดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ได้ทิ้งฟ้องฎีกา เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแก้ฎีกาแล้วจำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกาจึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้ฎีกา จำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท จากโจทก์แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อ โดยขณะให้ยืมนั้นโจทก์และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยจะนำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) (เดิม) ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 654 นิติกรรมการกู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมเงินไปนั้นสามารถแยกออกจากวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินที่จำเลยต้องการเงินไปปล่อยกู้ต่อโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดที่เป็นโมฆะได้ ต้นเงินที่กู้ยืมไปจึงหาเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีไม่ กรณีมีผลเพียงโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ยืมที่เป็นต้นเหตุให้โจทก์จ่ายต้นเงินตามสัญญากู้เงินจึงต้องรับผิดคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,041,890 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,800,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2560) ต้องไม่เกิน 241,890 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ตกเป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังยุติว่า โจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกัน โจทก์และจำเลยมีอาชีพรับจ้าง นอกจากนี้โจทก์มีอาชีพให้ผู้อื่นกู้ยืม จำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งระบุข้อความว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 1,800,000 บาท วันที่ 29 เมษายน 2559 จำเลยและนายณรงค์ สามีจำเลยลงลายมือชื่อในสมุดบันทึกการตรวจราชการหมู่บ้าน ซึ่งมีข้อความว่า จำเลยยืมเงินจากโจทก์และได้ทำสัญญาไว้ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 1,800,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 1,200,000 บาท ครั้นวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยและนายณรงค์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.595/2560 ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นเงิน 1,200,000 บาท ต่อมาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 1,200,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.402/2559 หมายเลขแดงที่ ผบ.1748/2559 ของศาลชั้นต้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการบังคับคดีมาชำระแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปรับเงินจากการขายทอดตลาด โดยก่อนหน้านั้น จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางแช่มช้อย เป็นจำเลย คดีมีการไกล่เกลี่ยกันได้ข้อสรุปว่า นาง ร. (โจทก์คดีนี้) เจ้าของเงินที่โจทก์ (นาง ช.) และจำเลย (นางแช่มช้อย) เป็นลูกสายแล้วนำเงินไปปล่อยให้กู้มาศาลด้วย นาง ร. เจ้าของเงินยินยอมลดยอดหนี้ให้โจทก์ (นาง ช.) และจำเลย (นางแช่มช้อย) รับผิดยอดเงินที่เอาไปประมาณ 3,000,000 บาทเศษ โดยให้โจทก์ (นาง ช.) รับผิด 1,200,000 บาท จำเลย (นางแช่มช้อย) รับผิด 1,800,000 บาท ปัญหาที่สมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาให้โจทก์ จำเลย โดยชอบแล้ว ถึงวันนัดโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มา ศาลจึงอ่านคำสั่งให้โจทก์ฟังและถือว่าได้อ่านคำสั่งให้จำเลยฟังแล้ว และศาลมีคำสั่งให้ส่งสำเนาให้จำเลยแก้ฎีกาภายใน 15 วัน ให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยภายใน 7 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าทิ้งฎีกา แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอนำส่งสำเนาดังกล่าวเมื่อเลยระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ศาลชั้นต้นจึงส่งคำร้องดังกล่าวมาให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่ง กรณีจะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ.2558 ข้อ 14 วรรคสอง กำหนดว่า จำเลยฎีกาอาจยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันฟังคำสั่ง คดีนี้ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแล้ว เมื่อจำเลยทราบนัดวันฟังคำสั่งศาลฎีกาโดยชอบแล้ว หากจำเลยประสงค์จะยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นต้องยื่นภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันฟังคำสั่งศาลฎีกาตามข้อ 14 วรรคสอง ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแก้ซ้ำอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการสั่งที่ผิดหลง การที่โจทก์ไม่ได้นำส่งสำเนาภายในระยะเวลาดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์มิได้ทิ้งฟ้องฎีกา เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแก้ฎีกาแล้ว จำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกาจึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้ฎีกา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินคืนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปปล่อยให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จึงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยนำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อมีการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2564 · ทนอย Thanoy