ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 2076/2548

หลักกฎหมาย

ที่ผู้ร้องอ้างว่าเหตุที่ไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์และไม่ได้ขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เป็นเพราะไม่ได้รับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เนื่องจาก ส. คนงานของผู้ร้องลงชื่อรับไว้แทนแต่หลงลืมและเดินทางกลับต่างจังหวัดจึงไม่ได้นำมามอบให้แก่ผู้ร้องภายในระยะเวลาที่ผู้ร้องสามารถยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางได้นั้น ไม่ใช่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีลงวันที่ 24 ตุลาคม 2546 และคำแถลงลงวันที่ 27 ตุลาคม 2546 ว่า เมื่อประมาณปี 2537 ผู้ร้องซื้อที่ดินจากนายสมพงษ์ โดยกู้เงินจากธนาคารมหานคร 250,000,000 บาท (รวมดอกเบี้ย) กำหนดชำระคืนภายใน 3 ปี และผู้ร้องได้ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจให้ธนาคารไว้เพื่อจำหน่ายจ่ายโอนได้เมื่อครบกำหนดตามสัญญา ต่อมาธนาคารได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญาจำนองโดยผู้ร้องไม่ทราบเรื่อง หลังจากนั้นผู้ร้องได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 จากกรมสรรพากร แจ้งให้ชำระภาษีอันเกิดจากการโอนที่ดินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้จำนองแก่ธนาคารคิดเป็นภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 44,212,928.76 บาท เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 ผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามการประเมิน โดยลดเบี้ยปรับให้คงเหลือภาษีที่เรียกเก็บเป็นเงิน 21,539,631.96 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวถูกส่งให้แก่ผู้ร้องทางไปรษณีย์ตอบรับ ณ ภูมิลำเนาของผู้ร้อง แต่ในขณะนั้นผู้ร้องไปปฏิบัติงาน ณ ที่ทำการบริษัทฯ จึงไม่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ด้วยตนเอง แต่นางสาวสินคนงานของผู้ร้องรับไว้แทน ผู้ร้องไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวและประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง เหตุที่ผู้ร้องไม่สามารถนำคดีมายื่นฟ้องได้ทันภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เนื่องจากเพิ่งทราบจากนางสาวสินเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2546 อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยประการใด ๆ มิได้เป็นความตั้งใจหรือเจตนาจะทำให้ล่าช้าแต่อย่างใด ขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีออกไปมีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2546 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้ร้องทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและผู้ร้องได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2546 โดยนางสาวสินคนงานของผู้ร้องเป็นผู้รับ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) บัญญัติให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังนั้น ผู้ร้องจึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลหรือฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวภายในวันที่ 12 ตุลาคม 2546 หากมีพฤติการณ์พิเศษเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาต่อศาลก่อนระยะเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ที่ผู้ร้องอ้างว่าเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้ขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพราะผู้ร้องไม่ได้รับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เนื่องจากนางสาวสินเป็นผู้ลงชื่อรับไว้แทนแต่หลงลืมและเดินทางกลับต่างจังหวัดจึงไม่ได้นำมามอบให้แก่ผู้ร้องภายในกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องสามารถยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางได้ ถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ตามอุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวหาใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ไม่ ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2076/2548 · ทนอย Thanoy