คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 2079/2542
หลักกฎหมาย
การที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์เข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ธนาคารโจทก์เจตนาฝ่าฝืน พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 โดยธนาคารโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทป.และบริษัทส.โดยโจทก์จัดตั้งและจดทะเบียนบริษัททั้งสองดังกล่าวขึ้นมาแล้วให้พนักงานที่โจทก์ไว้วางใจเป็นผู้ถือหุ้นแทน จึงเป็นการที่ธนาคารโจทก์มีหุ้นในบริษัทจำกัดป. และส.เกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัททั้งสอง อันเป็นการต้องห้ามโดยบทกฎหมายดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง การถือหุ้นของธนาคารโจทก์ในบริษัทป. และ บริษัทส.จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113 เดิม ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์เข้าถือหุ้น ในบริษัททั้งสองดังกล่าว แม้การที่ธนาคารโจทก์ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทอื่นเป็นการ ถือหุ้นโดยมิชอบและตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่จำเลยซึ่งเป็นพนักงาน ของโจทก์ดำเนินธุรกิจให้โจทก์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงิน และทรัพย์สินของธนาคารโจทก์ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยมิชอบอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้อง รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ธนาคารโจทก์ จำเลยร่วมกับพวกดำเนินการทางธุรกิจโดยมิชอบจนมีการขาย ที่ดินให้แก่บริษัทร.เป็นเหตุให้ธนาคารโจทก์ได้รับความเสียหายการที่บริษัทร.ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีนำที่ดินดังกล่าวทั้งหมดมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ที่โจทก์ฟ้องบริษัทป.ที่ธนาคารโจทก์เข้าถือหุ้นเป็นจำเลยเป็นกรณีที่โจทก์ได้รับจำนองที่ดินดังกล่าวไว้เพื่อเป็นประกัน การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ไม่ใช่โจทก์ได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนมาแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 142ป.วิ.พ. 246พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 31พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 12พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 44พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 46พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 46 ทวิพ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522 10พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2522 21พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พ.ศ.2528 5พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พ.ศ.2528 15
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์โดยมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารเงินและวิเทศธน กิจ มีอำนาจหน้าที่ในการวางแผนบริหารงานบริหารหลักทรัพย์ กำกับ ควบคุม ดูแลและติดตามสถานะการเงินของโจทก์ทั้งระบบและอื่น ๆ และจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงานธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด พ.ศ. 2533 ฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2533 โดยเฉพาะหมวดที่ 5 ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัยคือ พนักงานลูกจ้างทุกคนต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาและต้องดูแลระวังรักษาทรัพย์สินของโจทก์ ไม่จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย โจทก์มีทรัพย์สินหลายประเภทโดยเฉพาะการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ที่เรียกว่าบริษัทในเครือของโจทก์ได้แก่บริษัทประธานการค้า จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทเซรามงค์ จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด โดยบริษัทประธานการค้า จำกัด มีทรัพย์สินเป็นที่ดินมีโฉนดรวม 6 แปลง และโรงงาน ตลอดจนเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกิจการ ซึ่งที่ดินมีราคารวมทั้งสิ้นประมาณ 620,400,000 บาทในวันที่ 11 มกราคม 2538 บริษัทประธานการค้า จำกัด เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 908,807,556.49 บาท เนื่องจากบริษัทประธานการค้า จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด เป็นหนี้โจทก์จำนวนมาก โจทก์มีความประสงค์จะขายหุ้นทั้งสองบริษัทเพื่อแปลงสินทรัพย์ที่มีภาระเป็นสินทรัพย์ที่เป็นตัวเงิน จึงมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการติดต่อหาผู้ซื้อหุ้นในบริษัททั้งสอง แต่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยจำเลยได้นำหุ้นของทั้งสองบริษัทดังกล่าวไปโอนขายให้แก่บริษัทบอลแคป จำกัด ในราคา 802,085,217 บาท โดยโจทก์จะได้รับชำระค่าหุ้นต่อเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด ได้รับตราสารโอนหุ้นอย่างถูกต้อง เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2537 โจทก์โอนหุ้นทั้งหมดของทั้งสองบริษัทให้แก่บริษัทบอลแคป จำกัด เพื่อปฏิบัติตามสัญญาที่จำเลยได้ทำขึ้นจำเลยย่อมทราบดีว่าเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด เข้าถือหุ้นในบริษัททั้งสองแล้วบริษัทบอลแคป จำกัด ย่อมมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะจัดการกับทรัพย์สินอันได้แก่ที่ดินและโรงงานตลอดจนเครื่องจักรของทั้งสองบริษัทได้อย่างเต็มที่โดยจำเลยจะต้องมีภาระหน้าที่ระมัดระวังในเรื่องนี้เพราะหากบริษัทบอลแคปจำกัด ไม่ชำระค่าหุ้นที่ซื้อขายดังกล่าวข้างต้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นอย่างมาก แต่จำเลยหาได้จัดการระมัดระวังเช่นนั้นไม่ กลับปล่อยปละละเลยด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือจงใจให้มีการโอนหุ้นของทั้งสองบริษัทให้แก่บริษัทบอลแคป จำกัด ทั้ง ๆ ที่โจทก์ยังมิได้รับชำระราคาค่าหุ้น เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายกล่าวคือเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด ได้รับโอนหุ้นแล้วบริษัทบอลแคป จำกัด ได้ดำเนินการก่อให้เกิดภาระผูกพันในทรัพย์สินของบริษัทประธานการค้า จำกัด โดยแก้ไขอำนาจกรรมการของบริษัทประธานการค้า จำกัด แต่งตั้งบุคคลของบริษัทบอลแคป จำกัด เข้าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทประธานการค้า จำกัด ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2537 (ที่ถูกเป็นวันที่ 10 สิงหาคม 2538) และวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 กรรมการบริษัทดังกล่าวได้นำที่ดินทั้ง 6 แปลง ของบริษัทประธานการค้า จำกัด ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่นายพรเทพ ปิยวัฒนเมธารวมเป็นเงินจำนวน 35,120,000 บาท วันที่ 1 สิงหาคม 2539กรรมการบริษัทดังกล่าวได้นำที่ดินทั้ง 6 แปลง ไปจดทะเบียนขายให้แก่บริษัทรัตนวิกิจ จำกัด เป็นเงิน 250,000,000 บาท จากการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์สูญเสียทรัพย์สินซึ่งเป็นหลักประกันหนี้ของโจทก์คือ ที่ดินทั้ง 6 แปลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งสิ้น 620,400,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวต่อโจทก์ นอกจากนี้จำเลยได้รายงานต่อโจทก์ว่าขายหุ้นไปในราคา 941,287,208.93 บาท หรือ 37.47 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ โดยบริษัทบอลแคป จำกัด จะนำเงินจำนวน 370,000,000 บาท เข้าฝากยังธนาคารต่างประเทศที่เมืองนิวยอร์คหรือเมืองซูริคในนามโจทก์ แต่โจทก์จะถอนเงินดังกล่าวไม่ได้จนกว่าจะครบ 10 ปี และเมื่อครบ 10 ปี จำนวนเงินในบัญชีที่โจทก์จะเบิกถอนได้จะมีจำนวน 941,287,208.93 บาทซึ่งถือเป็นราคาหุ้นของทั้งสองบริษัท และจำเลยได้เสนอโจทก์อีกว่าเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด ซื้อหุ้นของทั้งสองบริษัทแล้วโจทก์จะต้องให้บริษัทประธานการค้า จำกัด และบริษัทสยามอิควิตี้ซัพพลายส์ จำกัด กู้ยืมเงินอีกจำนวน 9 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ หรือประมาณ 230,000,000 บาท ครั้นเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด รับโอนหุ้นและเข้าบริหารกิจการของทั้งสองบริษัทแล้วโจทก์ได้ให้สินเชื่อแก่บริษัทประธานการค้า จำกัด บางส่วนเป็นเงินจำนวน 75,000,000 บาท ตามที่จำเลยเสนอการให้สินเชื่อดังกล่าวจำเลยย่อมทราบดีว่าเมื่อบริษัทบอลแคป จำกัด เข้าถือหุ้นและเข้าบริหารในบริษัทประธานการค้า จำกัด แล้วเงินที่โจทก์ให้สินเชื่อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง