ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566

ฎีกาที่ 2088/2566

หลักกฎหมาย

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีอ้างว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วน มิได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขการประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดและให้งดหรือชะลอการขายทอดตลาดทรัพย์สินไว้ก่อน อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดต่ำกว่าราคาประเมินที่บริษัท ฟ. ประเมินไว้ ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยยกคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นคนละประเด็นกับคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินค่าเช่าทรัพย์สินในตลาดของจำเลยทั้งสอง มิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่ค้างชำระ 45,000,000 บาท กำหนดผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งเก้าให้เสร็จสิ้นภายใน 6 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยปี 2558 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป ชำระไม่น้อยกว่า 200,000 บาท ทุก ๆ เดือน ปี 2559 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป ชำระไม่น้อยกว่า 300,000 บาท ทุก ๆ เดือน จนครบถ้วนและจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าเช่าที่ดินให้โจทก์ทั้งเก้าตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2557 และจะชำระทุก ๆ วันที่ 10 ของทุกเดือน จนถึงเดือนธันวาคม 2557 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ของทุกเดือน ในปี 2558 เริ่มชำระตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2558 เดือนละ 1,200,000 บาท ทุกวันที่ 10 ของเดือน ปี 2559 เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2559 เดือนละ 1,500,000 บาท ทุกวันที่ 10 ของเดือน ส่วนการต่อสัญญาเช่าที่ดินในปี 2560 ขึ้นอยู่กับความยินยอมของทั้งสองฝ่าย โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยทั้งสองจะไปดำเนินการถอนฟ้องคดีอาญาทุกคดีที่ศาลแขวงนครปฐมและศาลจังหวัดนครปฐม จำเลยทั้งสองตกลงมอบเงินที่บริษัทประกันภัยต้องชำระให้แก่จำเลยทั้งสอง 11,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งเก้าเป็นเงิน 5,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระ 45,000,000 บาท ของปี 2557 หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งให้โจทก์ทั้งเก้าบังคับคดีได้ทันที โดยให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากที่ดินเช่าของโจทก์ทั้งเก้าและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าที่ค้างจ่ายตามฟ้อง 52,540,000 บาท โดยให้หักในส่วนที่ชำระแล้วออกและให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เงินค่าเช่า คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2557 โจทก์ทั้งเก้าขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระค่าเช่าประจำเดือนพฤศจิกายน 2557 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2557 ระหว่างบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองหลายรายการ และจำเลยทั้งสองนำเงินมาชำระแก่โจทก์ทั้งเก้าบางส่วน วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วนแล้ว ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4376/2562 วันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดเป็นเงิน 37,893,550 บาท ต่ำกว่าราคาประเมินที่บริษัท ฟ. ประเมินไว้เป็นเงิน 137,329,000 บาท ทำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขการประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดและให้งดหรือชะลอการขายทอดตลาดไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณจำนวนหนี้ที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2558 รวมยอดหนี้คงเหลือ 46,713,528.46 บาท แต่ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณหนี้ที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสองอีกครั้ง โดยมีการนำค่าเช่านับแต่เดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนธันวาคม 2559 มาเป็นหนี้ตามคำพิพากษาด้วย รวมเป็นยอดหนี้คงเหลือ 84,960,469.15 บาท ซึ่งเป็นการคำนวณที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากมีการผิดนัดชำระหนี้ จำเลยทั้งสองคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าเช่าค้างชำระเดิมจากยอดเงิน 52,540,000 บาท และต้องออกไปจากสถานที่เช่าเท่านั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าเช่าทรัพย์สินในตลาดของจำเลยทั้งสองจนถึงปัจจุบันเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินค่าเช่าทรัพย์สินในตลาดของจำเลยทั้งสองส่วนที่เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ โจทก์ทั้งเก้ายื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งที่ 1 ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 โจทก์ทั้งเก้ายื่นคำร้องขอรับเงินประกันความเสียหาย 2,000,000 บาท เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนและค่าทนายความตามคำพิพากษาที่จำเลยทั้งสองวางไว้ต่อศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและให้ศาลคืนเงินประกันแก่จำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งที่ 2 ให้นำเงินประกันความเสียหาย 2,000,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ทั้งเก้าโดยมิต้องนำไปหักกับหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนรายงานการคำนวณหนี้เงินตามคำพิพากษาของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 22 ตุลาคม 2561 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำรายงานการคำนวณหนี้เงินตามคำพิพากษาใหม่โดยไม่ต้องนำค่าเช่าในปี 255
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง