คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 209/2545
หลักกฎหมาย
บนถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง มีรถยนต์กระบะของจำเลยแล่นมาเพียงคันเดียว แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานเห็นตอนที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกชนก็ตาม แต่ภิกษุ จ. ซึ่งขับรถจักรยานยนต์สวนกับรถยนต์กระบะสีน้ำเงินที่ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายก็เห็นแทบจะในทันทีทันใดทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ และห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตรส่วน ท. ซึ่งรู้จักจำเลยมานานเพราะเป็นเพื่อนบ้านกันก็เห็นจำเลยขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวเป็นประจำ นอกจากนี้เมื่อนำรถจักรยานยนต์ของผู้ตายและรถยนต์กระบะของจำเลยมาเปรียบเทียบร่องรอยที่เกิดขึ้นแล้วสามารถเข้ากันได้ และจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญตามหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์พบว่า เศษสีฟ้าที่ปลายคันเบรกรถจักรยานยนต์และที่คอปกเสื้อที่หน้าอกของผู้ตายมีลักษณะและคุณสมบัติน่าเชื่อว่าเป็นสีฟ้าชนิดเดียวกับสีฟ้าของรถยนต์จำเลย แม้จะไม่สามารถบอกยี่ห้อสีได้ก็มิใช่ข้อพิรุธ แต่การที่จำเลยอ้างว่านำรถไปซ่อมปะผุแล้วซื้อสีมาพ่นเองกลับเป็นพิรุธ เพราะรถมีรอยซ่อมข้างขวาเพียงด้านเดียวเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด จึงมีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 เหตุบรรเทาโทษเพราะรับสารภาพนั้นจะต้องให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา การที่เจ้าพนักงานตรวจสอบพบการกระทำผิดจากรถยนต์ของจำเลยที่ยึดมาแล้วจึงได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม แม้จำเลยไม่ให้การรับสารภาพก็ย่อมพิสูจน์ความผิดได้โดยง่าย จึงเป็นการจำนนต่อหลักฐานไม่สมควรลดโทษให้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนน.-0208 สระบุรี ไปตามถนนสายบ้านดอน - วิหารแดง จากอำเภอวิหารแดงมุ่งหน้าไปวัดบ้านดอนด้วยความเร็วสูงโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นและขับล้ำเข้าไปในทางเดินรถที่แล่นสวนมา ชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายพิชิตสุขประเสริฐ ขับแล่นในทางเดินรถที่สวนทางมาเป็นเหตุให้นายพิชิตถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรทั้งไม่แสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นเหตุให้นายพิชิตถึงแก่ความตาย จำเลยนำรถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนและเสียภาษีประจำปีสำหรับรถนั้นให้ครบถ้วนถูกต้องมาใช้บนถนนหลวงนอกจากนั้นจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนน - 0208 สระบุรี ได้ใช้และมีไว้เพื่อใช้ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าว แต่จำเลยไม่จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยการประกันกับบริษัท เหตุเกิดที่ตำบลหนองสรวง อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรีต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2539 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6, 59 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7, 37 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายเพิ่ม สุขประเสริฐ บิดาของนายพิชิตสุขประเสริฐ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4)(8), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 4 ปี กับมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 78 (ที่ถูก 78 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 160 วรรคหนึ่งจำคุก 2 เดือน ความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6วรรคหนึ่ง, 59 ปรับ 4,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 37 ปรับ 10,000 บาทเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กระทง จำคุก 4 ปี 2 เดือนและปรับ 14,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง มีผู้ขับรถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สระบุรี ช - 8474 ที่นายพิชิตสุขประเสริฐ ผู้ตายขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ผู้ตายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานคือพระภิกษุจิตหรือหลอด พิมพ์จินดา เบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ได้ขับรถจักรยานยนต์ออกจากโรงงานเพื่อกลับบ้านไปตามถนนสายบ้านดอน เมื่อขับขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟถึงกึ่งกลางสะพาน มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นแซงไป ต่อมามีรถยนต์กระบะสีน้ำเงินมีคนนั่งที่กระบะท้าย 2 ถึง 3 คน แล่นสวนทางขึ้นมาด้วยความเร็ว หลังจากนั้นมีเสียงดัง "โป๊ะ" จึงหันไปดูเห็นรถจักรยานยนต์ที่แล่นตามมาถูกชน ผู้ตายล้มอยู่ทางด้านซ้ายมือ ส่วนรถจักรยานยนต์ล้มอยู่ข้างสะพานด้านขวามือ ส่วนรถยนต์กระบะสีน้ำเงินที่ชนรถจักรยานยนต์แล่นเลยไป มีคนงานที่ขับรถตามมาหยุดช่วยเหลือผู้ตายนางทองเพียร วัฒนารัตยากูล เบิกความว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ17 นาฬิกา ได้ขับรถจักรยานยนต์ไปเก็บผักที่นา ซึ่งอยู่ริมถนนห่างจากสะพานข้ามทางรถไฟประมาณ 1 กิโลเมตร ขณะที่ยืนอยู่บนไหล่ถนนฝั่งตรงข้ามเห็นจำเลยขับรถยนต์กระบะสีฟ้าผ่านไปด้วยความเร็วผิดปกติจากทางสะพานข้ามทางรถไฟมุ่งหน้าไปทางวัดบ้านดอนโดยมีผู้โดยสารอยู่บนรถ 2 ถึง 3 คน เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานเห็นตอนที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกชนก็ตามแต่พระภิกษุจิตหรือหลอด พิมพ์จินดา ซึ่งขับรถจักรยานยนต์สวนกับรถยนต์กระบะสีน้ำเงินที่มีผู้นั่งที่กระบะท้าย 2 ถึง 3 คน ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย พระภิกษุจิตก็เห็นแทบจะในทันทีทันใดทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุและห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร นางทองเพียรก็เห็นจำเลยขับรถยนต์กระบะโดยมีผู้นั่งโดยสาร 2 ถึง 3 คน ซึ่งเมื่อตอบคำถามค้านของทนายจำเลย นางทองเพียรก็เบิกความว่าคนที่มากับรถยนต์กระบะนั่งอยู่ส่วนท้ายซึ่งเห็นได้ว่าในเวลาใกล้เคียงกัน บนถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง มีรถยนต์กระบะของจำเลยที่แล่นม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง