ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2532

ฎีกาที่ 2093/2532

หลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์ได้ บรรยายว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยทั้งห้าเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยแต่ละคนมีตำแหน่ง อะไร มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตาม กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งของโจทก์อย่างไร และจำเลยทั้งห้าได้ กระทำผิดระเบียบข้อบังคับในเรื่องอะไรเมื่อใด และทำอย่างไร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในการกระทำแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินเท่าใดไม่มีข้อความใด เคลือบคลุมอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่เข้าใจข้อหา ทั้งตาม คำให้การของจำเลยทั้งห้าก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าไม่เข้าใจข้อหาในตอน ใด จึงเป็นคำฟ้องที่ได้ บรรยายโดย แจ้งชัดถึง สภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้ากับบุคคลอื่นเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งในมูลละเมิด แต่ ศาลแพ่งได้ จำหน่ายคดีของโจทก์เฉพาะ จำเลยทั้งห้าออกจากสารบบความ เพราะได้ มีคำวินิจฉัยของอธิบดี ผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าเกิดจากมูลละเมิดระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง เช่นนี้ โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีใหม่ต่อ ศาลแรงงานกลางในเรื่องใด ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ ไม่มีกฎหมายใด บัญญัติไว้ว่าต้อง ฟ้องตาม เรื่องเดิม คำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ในการจ่ายเงินค่าดำเนิน ธุรกิจ โดยร่วมกันทำเรื่องเสนอและอนุมัติจ่ายเงินค่าดำเนิน ธุรกิจให้แก่ ว. เป็นการไม่ชอบด้วย ข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยเงินค่าดำเนิน ธุรกิจ พ.ศ. 2518ที่แก้ไขแล้ว จึงเป็นการฟ้องจำเลยทั้งห้าว่าปฏิบัติหน้าที่ผิดสัญญาจ้างแรงงาน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ข้อตกลงแห่งการจ้างซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ10 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 ข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยเงินค่าดำเนิน ธุรกิจ พ.ศ. 2518ข้อ 5 กำหนดให้จ่ายเงินค่าดำเนิน ธุรกิจแก่พนักงานเดินตลาดและบุคคลอื่นในกรณีที่เป็นผู้ติดต่อแนะนำลูกค้ามาสั่งซื้อ ผลิตภัณฑ์ของโจทก์ เมื่อการสั่งซื้อ สั่งจ้าง ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปตามฟ้องจากโจทก์ของหน่วยงานในกองทัพบก เป็นการสั่งซื้อ สั่งจ้าง โดยตรงไม่ผ่านการติดต่อ ของ ว. ว. จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าดำเนิน ธุรกิจ การที่จำเลยทั้งห้าได้ ร่วมกันเสนอและอนุมัติให้จ่ายเงินค่าดำเนิน ธุรกิจให้แก่ ว. จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับดังกล่าว ข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยเงินค่าดำเนิน ธุรกิจ พ.ศ. 2518นอกจากกำหนดไว้ในข้อ 5 ดังกล่าวแล้ว ในข้อ 7 กำหนดไว้ว่า ให้พนักงานเดินตลาดหรือบุคคลอื่นนำหลักฐานขอซื้อ ผลิตภัณฑ์ของลูกค้าซึ่งตน เป็นผู้ติดต่อแนะนำนั้นเสนอต่อ แผนกขายเพื่อพิจารณาตรวจสอบการที่จำเลยที่ 4 ซึ่ง เป็นหัวหน้าแผนกขายได้ ทำบันทึกข้อความเสนอเรื่องให้จ่ายเงินค่าดำเนิน ธุรกิจโดย ไม่มีผู้มาขอรับ และจำเลยที่ 1ที่ 2 ที่ 3 ซึ่ง เป็นคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินค่าดำเนิน ธุรกิจพิจารณาเสนอให้จ่ายเงินดังกล่าวได้ โดย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4ไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานให้ได้ความชัดเจนก่อนว่า การจำหน่ายผลิตภัณฑ์แต่ละครั้งตามฟ้อง ได้มีผู้มาติดต่อ แนะนำลูกค้ามาซื้อ จริงหรือไม่ และ ว. มีสิทธิได้รับเงินค่าดำเนิน ธุรกิจหรือไม่ทั้ง ว. ก็ไม่เคยทำเรื่องเป็นหลักฐานขอรับเงินค่าดำเนิน ธุรกิจเลยและตาม หลักฐานที่เสนอขออนุมัติเบิกเงินดังกล่าวส่วนหนึ่งระบุให้จ่ายแก่หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ของกองทัพบกผู้สั่งซื้อ สั่งจ้างผลิตภัณฑ์ อาหารสำเร็จรูปตามฟ้องของโจทก์ อีกส่วนหนึ่งก็ระบุเพียงว่าให้จ่ายแก่ผู้ดำเนินการติดต่อ โดย ไม่ได้ระบุชื่อ ผู้มีสิทธิรับเงิน จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 5 ซึ่ง รักษาการผู้อำนวยการโจทก์สั่งอนุมัติจ่ายเงินค่าดำเนิน ธุรกิจให้ไปโดย ความประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบหลักฐานให้แน่ชัด และไม่ปฏิบัติตาม ข้อบังคับของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งห้าจึงต้อง ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาให้แก่โจทก์.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ เรียกโดยย่อว่า อสร. เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 ระหว่างวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งห้าเป็นลูกจ้างโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งรักษาการรองผู้อำนวยการและรักษาการหัวหน้าฝ่ายการค้า จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองการเงินและบัญชี จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองอำนวยการ จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกขาย และจำเลยที่ 5 ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการของโจทก์ จำเลยทั้งห้ามีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ แบบแผน ข้อบังคับและคำสั่งของโจทก์ อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแห่งสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยทั้งห้าจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบและข้อบังคับของโจทก์เพื่อระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของโจทก์โจทก์มีข้อบังคับว่าด้วยเงินค่าดำเนินธุรกิจ พ.ศ. 2518 ลงวันที่17 กรกฎาคม 2518 กำหนดให้มีการจ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจเป็นการตอบแทนในการขายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ให้แก่พนักงานเดินตลาดและบุคคลอื่นในกรณีที่เป็นผู้ติดต่อแนะนำลูกค้ามาซื้อผลิตภัณฑ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2522 จำเลยที่ 5 ได้แต่งตั้งให้ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นคณะกรรมการพิจารณาการจ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจ ตามคำสั่งองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปที่ 206/2522ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2522 โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3มีหน้าที่พิจารณาเรื่องการขออนุมัติจ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจจากการขายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ แล้วสรุปเสนอต่อผู้อำนวยการของโจทก์เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม2512 วันที่ 27 กรกฎาคม 2514 และวันที่ 17 เมษายน 2522 ให้กระทรวงทบวง กรม ที่อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล สั่งจ้างและสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจากโจทก์เพียงแห่งเดียวโดยวิธีพิเศษไม่ต้องสืบราคาหรือประกวดราคาและกระทรวงกลาโหมมีคำสั่ง (เฉพาะ)ที่ 102/20 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2520 ให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหมทุกหน่วยงานสั่งซื้อหรือสั่งจ้างทำผลิตภัณฑ์จากโจทก์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง ปี พ.ศ. 2524จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ผิดข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยเงินค่าดำเนินธุรกิจ พ.ศ. 2518 กล่าวคือ เมื่อวันที่20 มีนาคม 2523 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ได้สั่งจ้างโจทก์ผลิตเสบียงสนาม จำนวนทั้งสิ้น 20 ล้านบาท ได้ชำระราคาให้โจทก์แล้ว เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2523กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในได้สั่งซื้อเสบียงสนามคิดเป็นเงิน20 ล้านบาท ได้จ่ายเงินจำนวน 20 ล้านบาท แก่โจทก์แล้ว เมื่อวันที่4 กันยายน 2523 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ได้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจากโจทก์เป็นเงิน 3,549,000 บาท ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2523กรมพลาธิการทหารบก (พธ.ทบ.) ได้สั่งจ้างโจทก์ทำเสบียงสนามเป็นเงิน2,999,988 บาท ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้วเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2524 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.)ได้สั่งจ้างโจทก์ทำเสบียงกระป๋อง เป็นเงิน 4,999,191 บาท และได้ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2524กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ได้สั่งจ้างโจทก์ผลิตเสบียงสนามเป็นเงิน 4,499,998 บาท ได้ชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้วการสั่งซื้อสั่งจ้างดังกล่าวข้างต้นเป็นการติดต่อสั่งซื้อสั่งจ้างกันโดยตรงไม่ผ่านพนักงานเดินตลาดหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ทั้งเป็นการสั่งซื้อสั่งจ้างในกรณีพิเศษ ไม่ต้องสืบราคาหรือประกวดราคาอันเป็นการปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรีและคำสั่งกระทรวงกลาโหม(เฉพาะ) ที่ 102/2520 ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้โจทก์ไม่ต้องจ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจ แต่จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 5 ได้กระทำผิดสัญญาจ้างแก่โจทก์ โดย ปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์ กล่าวคือจำเลยที่ 4 ในฐานะหัวหน้าแผนกขาย ได้บันทึกข้อความเสนอฝ่ายการค้าให้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจ โดยจำเลยที่ 4 มิได้ให้บุคคลที่อ้างว่ามีสิทธิรับเงินค่าดำเนินธุรกิจ นำหลักฐานการขอซื้อผลิตภัณฑ์ของโจทก์มาพิจารณาตรวจสอบ อีกทั้งกรณีสั่งจ้างมิใช่การสั่งซื้อ จำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายการค้า ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่ากรณีการสั่งจ้างนั้น จ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจไม่ได้จำเลยที่ 1 ยังได้เสนอคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจพิจารณาดำเนินการต่อไป คณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจซึ่งประกอบด้วย จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบหลักฐานให้แน่ชัดว่ากรณีดังกล่าวนี้ จ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจไม่ได้ และได้เสนอความเห็นต่อจำเลยที่ 5 เพื่ออนุมัติจ่ายเงินค่าดำเนินธุรกิจให้แก่นายวีรวัฒน์ ประภามนตรีพงศ์ไปรวม 8 ครั้งเป็นเงิน 616,475.84 บาท การกระทำของจำเลยทั้งห้าได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2093/2532 · ทนอย Thanoy