ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 2095/2553

หลักกฎหมาย

แม้หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 แต่ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการฯ สำหรับปีภาษีที่พิพาทในคดีนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินมายังโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่โดยแจ้งว่าการประเมินภาษีถูกต้องแล้ว เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการฯ ที่พิพาทคดีนี้โดยระบุว่าเป็นแบบแจ้งรายการฯ ประจำปีภาษี 2546 ทั้งที่เป็นประจำปีภาษี 2547 แต่จำเลยที่ 1 ก็เข้าใจดีว่าเป็นแบบแจ้งรายการฯ ประจำปีภาษี 2547 ดังที่จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินฯ เท้าความถึงแบบแจ้งรายการฯ ที่โจทก์ยื่นดังกล่าวว่าเป็นแบบแจ้งรายการฯ ประจำปีภาษี 2547 และต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ จำเลยที่ 2 ก็รับพิจารณาและชี้ขาดยืนตามการประเมินโดยระบุว่าเป็นการชี้ขาดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 จึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์โดยชัดแจ้งว่าการมอบอำนาจและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 คำให้การของจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ว่า หนังสือแจ้งรายการประเมินฯ และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ไม่จำต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เพราะเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ นย.71901/542 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2547 และคำวินิจฉัยคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่ นย.7192/314 (ที่ถูกคือ นย.71902/314) ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 529,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2548 จนถึงชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากภาษีที่พิพาทในคดีนี้คือภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 แต่ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ ดำเนินคดีแทนโจทก์เกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งการประเมิน เล่มที่ 1 เลขที่ 27 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2547 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่ นย.71902/314 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 ให้จำเลยที่ 1 คืนค่าภาษีแก่โจทก์จำนวน 529,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ว่าตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปี 2546 แต่ภาษีที่เป็นข้อพิพาทในคดีนี้เป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2547 โดยภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 โจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกัน ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีเจตนามุ่งฟ้องคดีสำหรับปีภาษี 2547 ไม่ถูกต้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนั้น ทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2546 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังโจทก์ ภาษีดังกล่าวจึงเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 มิใช่ภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 อย่างไรก็ดีแม้หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์จะระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ ฟ้องคดีในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 แต่ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษีที่พิพาทในคดีนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินมายังโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ต่อมาจำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยแจ้งว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีถูกต้องแล้วตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่พิพาทคดีนี้โดยระบุว่าเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 ทั้งที่เป็นภาษีประจำปีภาษี 2547 แต่จำเลยที่ 1 ก็เข้าใจดีว่าเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 ดังที่จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 เท้าความถึงแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์ยื่นดังกล่าวว่าเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 และต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยที่ 2 ก็รับพิจารณาและชี้ขาดยืนตามการประเมิน โดยระบุในหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 ว่าเป็นการชี้ขาดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 หลังจาก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2553 · ทนอย Thanoy