ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2532

ฎีกาที่ 2097/2532

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคม ศ. เป็นการกระทำต่อ สมาคม ศ. ซึ่ง เป็นนิติบุคคลมิได้กระทำต่อ โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่ง เป็นคณะกรรมการของสมาคม ศ. เป็นส่วนตัว และเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะ นายทะเบียนสมาคมจังหวัดมีประกาศขีดชื่อ สมาคม ศ. ออกจากทะเบียนสมาคมแล้ว อันเป็นเหตุให้สมาคม ศ. ต้อง เลิกไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1292(7) ไม่ได้เป็นนิติบุคคลอีกต่อไป โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นกรรมการของสมาคม ศ. ในขณะนั้นจึงต้อง พ้นจากตำแหน่งกรรมการของสมาคม ศ. ไปด้วย ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือความสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวข้องกันอีก แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะได้ บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับการดูหมิ่น เหยียดหยามจากบุคคลอื่น และอาจถูก สมาชิกของสมาคม ศ. เรียกร้องค่าเสียหายได้ นั้น ก็เป็นความรู้สึกและคาดคิดส่วนตัวของโจทก์ทั้งเจ็ดเองถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหายเนื่องจากการออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดย นิตินัยอันจะมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติพ.ศ. 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2486 มาตรา 10, 11, 14 ข้อบังคับสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เรื่องควบคุมสมาคมและองค์การต่าง ๆ ข้อ 4, 15พระราชบัญญัติสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2522มาตรา 5, 9, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83 ศาลชั้นต้นประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่าวันที่ 29 ธันวาคม 2524 จำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ลงนามในคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติที่ 520/2524 เพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมศาสนาสัมพันธ์เลขที่ ต.215/2518 ลงวันที่ 25 กันยายน 2518 โดยอ้างเหตุว่าสมาคมศาสนาสัมพันธ์ดำเนินงานเป็นไปในทางนำความเสื่อมเสียมาสู่วัฒนธรรมแห่งชาติ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชนอีกทั้งได้กระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติและฝ่าฝืนข้อปฏิบัติตามข้อบังคับของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ว่าด้วยการควบคุมสมาคมและองค์การต่าง ๆ โจทก์ที่ 1 ลงนามแทนนายกสมาคมศาสนาสัมพันธ์อุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ และผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีในฐานะนายทะเบียนสมาคมจังหวัดราชบุรีได้ประกาศขีดชื่อสมาคมศาสนาสัมพันธ์ออกจากทะเบียนสมาคมจังหวัดราชบุรีเมื่อวันที่30 ธันวาคม 2524 คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) หรือไม่เห็นว่าสมาคมศาสนาสัมพันธ์ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งจากอธิบดีกรมการศาสนาตามใบอนุญาตเลขที่ ค.215/2518 ลงวันที่ 25 กันยายน 2518 ตามเอกสารหมาย จ.12 และสมาคมศาสนาสัมพันธ์ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2518 ทะเบียนเลขที่ 1337 ตามเอกสารหมาย จ.9สมาคมศาสนาสัมพันธ์จึงเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1282 ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่ 530/2524 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2524 เพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมศาสนาสัมพันธ์ เลขที่ ค.215/2528 ลงวันที่25 กันยายน 2518 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำต่อสมาคมศาสนาสัมพันธ์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมิได้กระทำต่อโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นส่วนตัว และเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2524 ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีในฐานะนายทะเบียนสมาคมจังหวัดราชบุรี มีประกาศจังหวัดราชบุรีขีดชื่อสมาคมศาสนาสัมพันธ์ออกจากทะเบียนสมาคมตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2524 อันเป็นเหตุให้สมาคมศาสนาสัมพันธ์ต้องเลิกไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1292(7) ไม่ได้เป็นนิติบุคคลอีกต่อไป โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นกรรมการของสมาคมศาสนาสัมพันธ์ในขณะนั้นจึงต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการของสมาคมศาสนาสัมพันธ์ไปด้วย ไม่มีอำนาจหน้าที่ หรือความสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวข้องกันอีก แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ได้รับความอับอาย ได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามจากบุคคลอื่น โดยเฉพาะระดับผู้นำของประเทศที่ตอบรับเชิญเข้าร่วมประชุมทำให้เสียเกียรติภูมิของโจทก์ทั้งเจ็ด และอาจถูกสมาชิกของสมาคมศาสนาสัมพันธ์เรียกร้องค่าเสียหายได้นั้น ก็เป็นความรู้สึกและคาดคิดส่วนตัวของโจทก์ทั้งเจ็ดเอง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหายเนื่องจากการออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยอันจะมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งเจ็ดต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2097/2532 · ทนอย Thanoy