คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 2099/2552
หลักกฎหมาย
ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องนั้น จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ส. อยู่เนื่องจากโจทก์กับนาย ส. สมรู้ร่วมกันแสดงเจตนาลวงว่าทำการซื้อขายกัน เพื่อเป็นข้ออ้างของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหายนิติกรรมระหว่างโจทก์กับนาย ส. จึงเป็นโมฆะ ตามคำให้การจำเลยดังกล่าวมิได้มีประเด็นพิพาทว่า โจทก์ซื้อที่ดินแทนบริษัท จ. จำกัดแต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะปรากฏว่ามีการยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ศาลชั้นต้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าประเด็นที่จำเลยหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างมานั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งนั้นจะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละปัญหากรณีๆ ไป หาใช่ว่าเมื่อเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งแล้ว จะต้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนทุกกรณีไม่ คดีนี้การที่จำเลยหยิบยกปัญหาว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เองหรือซื้อแทนบริษัท จ. จำกัด ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เพื่อตั้งประเด็นข้อต่อสู้ว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมิได้เป็นของโจทก์อีกทั้งบริษัท จ. จำกัด ผู้ซื้อมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จะเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องก็ตาม แต่ก็หาใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นไปตามเดิมแล้วส่งคืนโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 17,000,000 บาท กับขอให้ชำระค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปในอัตราเดือนะ 1,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมในที่ดินส่วนที่โรงเรือนปลูกรุกล้ำให้แก่จำเลยโดยให้โจทก์รับเงินค่าใช้ที่ดินดังกล่าวตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดให้ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ กับขอให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 105442 ตามฟ้องทั้งหมดออกจากที่ดินของโจทก์ตามแผนที่วิวาท และส่งมอบที่ดินส่วนที่จำเลยรุกล้ำคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยตามเดิมและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 35,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์แล้ว ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมาเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 150,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์มีชื่อในทางทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 105442 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122266 ซึ่งอยู่ติดกันและมีเนื้อที่เท่ากัน และเป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 105442 ซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนั่นรักษาสุข โดยจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายสนั่นก่อนแบ่งแยกโฉนดแล้วจำเลยได้เข้าถมดินกับปลูกสร้างสำนักงาน อาคารเก็บสินค้าและรั้วล้อมรอบที่ดินที่จะซื้อ ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 105442 ส่วนที่เหลือหลังจากแบ่งแยกจากนายสนั่น ขณะที่มีอาคารสำนักงาน อาคารเก็บสินค้าและรั้วของจำเลยก่อสร้างอยู่แล้ว ต่อมาโจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จึงทราบว่าจำเลยก่อสร้างอาคารและรั้วรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ครึ่งแปลง สำหรับฎีกาของจำเลยในประการแรกเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งจำเลยฎีกาว่าโจทก์เบิกความต่อศาลชั้นต้นยอมรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแทนบริษัทเจนเนอรัลคอมพิวเตอร์จำกัดและกล่าวในฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทำให้บริษัทดังกล่าวไม่อาจปลูกสร้างอาคารสำนักงานและโกดังของบริษัทได้ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแทนบริษัทเจนเนอรัลคอมพิวเตอร์ จำกัด บริษัทดังกล่าวจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้รับมอบอำนาจจากบริษัทดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ยอมรับและได้ว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นฎีกาในทำนองคัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องนั้น จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสนั่นอยู่เนื่องจากโจทก์กับนายสนั่นสมรู้ร่วมกันแสดงเจตนาลวงว่าทำการซื้อขายกัน เพื่อเป็นข้ออ้างของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหายนิติกรรมซื้อขายระหว่างโจทก์กับนายสนั่นจึงเป็นโมฆะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวมิได้มีประเด็นพิพาทว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแทนบริษัทเจนเนอรัลคอมพิวเตอร์ จำกัด แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะปรากฏว่ามีการยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตามแต่ก็เป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าประเด็นที่จำเลยหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างมานั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าประเด็นเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง