ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 210/2554

หลักกฎหมาย

จำเลยมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจาก น. มารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง แต่การพรากผู้เยาว์กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ไม่ว่าผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 318 แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีโทษเบากว่า มิใช่เรื่องเป็นข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ ศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากมารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ลงโทษจำคุก 7 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า นางสาว ช. เป็นบุตรของนาง น. และนาย ท. เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2530 พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาที่บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 2 ตำบลสิงห์ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี นางสาว ช. และจำเลยรู้จักกันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 โดยจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของสหกรณ์การเกษตรบางระจัน เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2547 นางสาว ช. คลอดบุตรชาย คือ เด็กชาย อ. ได้มีการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรปรากฏว่า จำเลยเป็นบิดาของเด็กชาย อ. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากนาง น. มารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาว ช. เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 นางสาว ช. ไปเฝ้าบ้านให้นาง ส. ผู้เป็นย่าที่บ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 2 ตำบลสิงห์ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจาก นาง ส. ต้องเดินทางไปธุระที่กรุงเทพมหานคร บ้านของนาง ส. เปิดเป็นร้านขายของอยู่ใกล้กับสหกรณ์การเกษตรบางระจันที่ทำงานของจำเลย ต่อมาเวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยไปขอซื้อบุหรี่จากนางสาว ช. แล้วชักชวนออกไปธุระ นางสาว ช. ตกลงไปด้วย จำเลยขับรถกระบะมารับนางสาว ช. ไปที่ห้างสรรพสินค้าไชยแสง ซึ่งอยู่ที่อำเภอเมืองสิงห์บุรีต่อจากนั้นพาไปที่โรงแรมเอกบงกชซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองสิงห์บุรีเช่นกันแล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ช. แล้วจึงพานางสาว ช. ไปส่งที่บ้านของนาง ส. เมื่อเวลา 11 นาฬิกา หลังเกิดเหตุนางสาว ช. ไม่เคยพบจำเลยอีกและมิได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้อื่นฟังจนกระทั่งนาง น. สังเกตเห็นท้องนางสาว ช. โตจึงลูบคลำที่ท้องพบว่ามีเด็กดิ้นในท้อง นางสาว ช. จึงเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาง น. ฟัง นาง น. เบิกความว่าเมื่อประมาณวันที่ 30 สิงหาคม 2547 พยานสังเกตเห็นนางสาว ช. มีรูปร่างอ้วนขึ้นจึงได้สอบถามและเอามือลูบที่ท้อง รู้สึกว่ามีเด็กดิ้นอยู่ในท้อง นางสาว ช. จึงเล่าให้ฟังว่าท้องกับจำเลยโดยจำเลยพาไปร่วมประเวณีที่โรงแรม เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนางสาว ช. มีอายุ 16 ปีเศษ เรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ถือว่ายังอ่อนวัย การที่นางสาว ช. ไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ไม่สมควรจะเล่าให้ผู้อื่นฟังโดยเฉพาะกับนาง น. และนาง ส. ผู้เป็นย่าซึ่งเป็นผู้ปกครองหากทราบเรื่องแล้วอาจดุ ด่า เฆี่ยนตีนางสาว ช. ได้ เมื่อนาง น. รู้ความจริงว่านางสาว ช. ตั้งครรภ์ นางสาว ช. จึงยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาง น. ทราบ เชื่อว่าเรื่องที่นางสาว ช. เล่าว่าจำเลยชักชวนและพานางสาว ช. ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าไชยแสงในอำเภอเมืองสิงห์บุรีจนไปมีเพศสัมพันธ์กันที่โรงแรมเอกบงกชในวันเกิดเหตุ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเพราะเป็นระยะเวลากะทันหัน นางสาว ช. ไม่มีโอกาสคิดไตร่ตรองสร้างเรื่องโกหกมารดาแต่ที่นางสาว ช. เบิกความว่า ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในโรงแรมเอกบงกชนั้นได้ความจากคำเบิกความของนางสาว ช. ว่า เมื่อจำเลยขับรถออกจากห้างสรรพสินค้าไชยแสงแล้วจำเลยขับรถเข้าไปในโรงแรมม่านรูด จอดรถในช่องจอดหน้าห้องพักของโรงแรมซึ่งเป็นห้องชั้นเดียว เมื่อจำเลยจอดรถเสร็จมีผู้นำผ้าม่านมาปิดที่ท้ายรถ จำเลยบอกให้นางสาว ช. นั่งรออยู่ในรถ ส่วนจำเลยลงจากรถเดินออกไปข้างนอกสักครู่ก็กลับมาและบอกให้นางสาว ช. เข้าไปรอในห้องซึ่งติดอยู่กับที่จอดรถ สักครู่จำเลยก็เดินตามเข้ามาในห้องพร้อมถือขวดเป็ปซี่ 2 ขวด เมื่ออยู่ในห้องจำเลยได้ร่วมประเวณีกับนางสาว ช. โดยนางสาว ช. พยายามขัดขืนแต่สู้แรงจำเลยไม่ไหวนั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยขับรถพานางสาว ช. เข้าไปในโรงแรมเอกบงกชและจอดรถอยู่หน้าห้องพักโดยมีผู้นำผ้าม่านมาปิดที่ท้ายรถ นางสาว ช. โตพอที่จะสังเกตได้แล้วว่าการนำผ้าม่านมาปิดท้ายรถก็เพื่อไม่ให้ผู้อื่นพบเห็นรถจำเลยในโรงแรมดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำที่ผิดปกติไปจากการจอดรถทั่วไป นางสาว ช. ย่อมเข้าใจได้แล้วว่าโรงแรมแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ตนสมควรเข้ามา และเมื่อจำเลยกลับมาที่รถบอกให้นางสาว ช. ไปรอในห้องพักหน้าที่จอดรถ นางสาว ช. ก็ยอมเข้าไปแต่โดยดีโดยจำเลยมิได้ใช้กำลังบังคับนางสาว ช. เข้าไปในห้องย่อมเห็นสภาพภายในห้องพักของโรงแรมแล้วว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่ตนจะอยู่รอจำเลยในห้องนั้นตามลำพังหรือไม่ และนางสาว ช. ก็รู้อยู่ว่าจำเลยกำลังจะเข้ามาในห้องพัก เมื่ออยู่กันตามลำพังนางสาว ช. ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยอาจจะกระทำการอันไม่สมควรทางเพศกับตนได้ นางสาว ช. มิได้ถูกจำเลยควบคุมตัวหรือขู่ว่าจะทำร้ายแต่อย่างไร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2554 · ทนอย Thanoy