ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 2103/2540

หลักกฎหมาย

ธนาคารจำเลยที่1จ่ายเงินตามเช็คจำนวน16ฉบับเป็นการจ่ายเงินฝากของโจทก์ส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งเป็นการจ่ายเงินตามข้อตกลงตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1และจำเลยที่1ก็ได้นำจำนวนเงินตามเช็คพิพาทไปหักทอนบัญชีกระแสรายวันของโจทก์โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยที่1ถูกต้องแล้วและเมื่อโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับสัญญาบัญชีกระแสรายวันและแจ้งจำเลยที่1และจำเลยที่3สมุห์บัญชีธนาคารจำเลยที่1ให้เพิกถอนรายการเช็คพิพาทที่นำมาลงบัญชีกระแสรายวันของโจทก์โดยไม่ถูกต้องออกเสียแต่จำเลยที่1และที่3ก็มิได้ปฏิบัติตามและยังคงถือว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยที่1ตามรายการที่ลงในบัญชีกระแสรายวันดังนี้การกระทำของจำเลยที่1และที่3ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจซึ่งส.ผู้เชี่ยวชาญของศาลเป็นผู้ตรวจพิสูจน์โดยเปรียบเทียบลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทกับลายมือชื่อตัวอย่างของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่1และลายมือชื่อของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คแล้วส.มีความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันแม้ส. จะมิได้มาเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ก็รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา130 ลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมิใช่ลายมือชื่อของโจทก์และเป็นลายมือชื่อปลอมการที่จำเลยที่1ประกอบธุรกิจการธนาคารซึ่งเป็นธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนการรับฝากเงินและการจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นธุรกิจส่วนหนึ่งของจำเลยที่1ซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำและโดยที่จำเลยที่3เป็นสมุห์บัญชีลูกจ้างของจำเลยที่1มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของข้อความในเช็คและลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คที่นำมาขอเบิกเงินจากธนาคารของจำเลยที่1จ ำเลยที่3ย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คว่าเป็นลายมือชื่อของลูกค้าผู้สั่งจ่ายหรือไม่ยิ่งกว่าบุคคลธรรมดาทั้งจำเลยที่3จะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วๆไปเพราะเป็นงานในหน้าที่ของจำเลยที่3ที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำการที่จำเลยที่2ซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารจำเลยที่1และจำเลยที่3จ่ายเงินตามเช็คพิพาทให้แก่ผู้นำมาเรียกเก็บเงินไปโดยที่ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คดังกาวไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่1กับมีเช็คอีกหลายฉบับที่โจทก์เคยสั่งจ่ายไว้อยู่ที่จำเลยที่1ยิ่งกว่านั้นลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทก็มีลักษณะแตกต่างกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่1ค่อนข้างชัดเจนซึ่งหากได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่โดยละเอียดรอบคอบจะต้องทราบว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทเป็นลายมือชื่อปลอมการกระทำของจำเลยที่2และที่3จึงเป็นการกระทำที่ขาดความระมัดระวังในฐานะที่จำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทอันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่1ในฐานะนายจ้างและจำเลยที่3จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา420และมาตรา425 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดและแจ้งให้จำเลยที่1และที่3เพิกถอนรายการที่ไม่ถูกต้องขอให้จำเลยที่1และที่3เพิกถอนรายการตามใบแจ้งรายการบัญชีโดยให้ถือว่ามิได้มีการเบิกถอนเงินตามเช็คพิพาทและงดคิดดอกเบี้ยตามเช็คดังกล่าวหรือมิฉะนั้นให้จำเลยที่1และที่3ร่วมกันหรือแทนกันนำเงินจำนวน625,365บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยซึ่งคิดเอาจากบัญชีของโจทก์ส่งคืนบัญชีโจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยตามกฎหมายและให้จำเลยที่1หักทอนบัญชีเพื่อจะทราบว่ามียอดหนี้ค้างชำระกันในขณะนี้เป็นจำนวนเท่าใดแต่จำเลยที่1และที่3ไม่ยอมที่จะเพิกถอนรายการตามใบแจ้งรายการบัญชีโดยให้ถือว่ามิได้มีการเบิกถอนเงินตามเช็คพิพาทและงดคิดดอกเบี้ยตามเช็คดังที่โจทก์เรียกร้องและโจทก์ได้เลือกฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยที่1คิดเอาจากโจทก์โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่1และที่3กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเท่ากับโจทก์ยอมรับยอดเงินตามรายการในบัญชีเดินสะพัดที่จำเลยที่1เรียกร้องเอาจากโจทก์และฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นตัวเงินเอาจากจำเลยที่1และที่3ซึ่งโจทก์ชอบที่จะเลือกได้เมื่อจำเลยที่1และที่3จะต้องรับผิดในการกระทำละเมิดต่อโจทก์และจำเลยที่1และที่3ไม่ยอมเพิกถอนรายการในบัญชีเดินสะพัดเช่นนี้จึงชอบที่จะบังคับให้จำเลยที่1และที่3ชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์เลือกจำเลยที่1และที่3จึงต้องร่วมกันชำระเงินจำนวน625,365บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยซึ่งจำเลยที่1และที่3คิดเอาจากบัญชีของโจทก์คืนอันถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่1และที่3ให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา438ซึ่งจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยที่1และที่3คิดเอาจากโจทก์เป็นจำนวน16,170.94บาทโจทก์ก็ชอบที่จะได้รับชดใช้คืนเป็นค่าเสียหายด้วยสำหรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ15ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จก็เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราที่จำเลยที่1เรียกเก็บจากโจทก์โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากจำเลยที่1และที่3ได้โดยเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งที่โจทก์ได้รับเนื่องจากจำเลยที่1และที่3คิดดอกเบี้ยเอาจากโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1สาขาจรัลสนิทวงศ์ ตำแหน่งผู้จัดการและจำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 สาขาจรัลสนิทวงศ์ ตำแหน่งสมุห์บัญชีโจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 สาขาจรัลสนิทวงศ์ และได้เปิดบัญชีกระแสรายวันกับได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับจำเลยที่ 1 สาขาจรัลสนิทวงศ์ในวงเงิน 1,500,000 บาท เมื่อเดือนธันวาคม 2531 จำเลยที่ 4และที่ 5 ได้ร่วมกันลักใบสั่งซื้อเช็คซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ให้โจทก์ไว้เพื่อใช้ในการขอเบิกจ่ายสมุดเช็คจากจำเลยที่ 1 ไปจากโจทก์แล้วได้นำใบสั่งซื้อเช็คดังกล่าวไปซื้อเช็คของจำเลยที่ 1สาขาจรัลสนิทวงศ์ 1 เล่ม จำนวน 50 ฉบับ ต่อจากนั้นจำเลยที่ 4และที่ 5 ได้ร่วมกันกรอกข้อความในเช็คพิพาทตั้งแต่ฉบับเลขที่2512501 ถึง 2512518 รวม 16 ฉบับ พร้อมกับปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในช่องผู้สั่งจ่าย แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1สาขาจรับสนิทวงศ์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 16 ฉบับ ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 รวมเป็นเงิน625,365 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อในทางการที่จ้าง และจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์เบิกเงินจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ได้ร่วมกันบันทึกในใบแจ้งรายการบัญชีทุกครั้งและยังคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ตามจำนวนเงินที่จ่ายไปแต่ละครั้งด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1ถือว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 รวมเป็นจำนวนเงิน 632,865 บาทจำเลยทั้งห้าจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้เงินคืนให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 632,865 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันจ่ายเงินตามเช็คพิพาทให้แก่ผู้ที่นำเช็คมาเรียกเก็บเงินโดยสุจริตและได้ใช้ความระมัดระวังอย่างวิญญูชนตามหน้าที่วิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเงินแล้ว เหตุเกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ไม่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าใบสั่งซื้อเช็คหายไปและตรวจสอบรายการสำเนาบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์ทุกสิ้นเดือนว่ารายการเบิกถอนเงินถูกต้องหรือไม่ หากตรวจพบว่ามีการปลอมเช็คและแจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบ และมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย ทั้งโจทก์ก็ยังไม่ได้รับความเสียหายเพราะเงินที่จ่ายตามเช็คพิพาทเป็นเงินของจำเลยที่ 1 หาใช่เงินของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยที่ 1 คิดดอกเบี้ยจากโจทก์เพียง 16,170.94 บาทโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีได้ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้เงิน641,535.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน625,365 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลย ที่ 1 และ ที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลย ที่ 1 และ ที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1สาขาจรัลสนิทวงศ์ ตั้งแต่ปี 2517 โดยได้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันไว้กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 และได้มอบตัวอย่างลายมือชื่อไว้ในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการและจำเลยที่ 3เป็นสมุห์บัญชีของจำเลยที่ 1 สาขาจรัลสนิทวงศ์ การเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวกระทำโดยวิธีการใช้เช็คที่โจทก์ขอเบิกจากจำเลยที่ 1 ในปี 2525 โจทก์ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 1 สาขาจรัลสนิทวงศ์ ในวงเงิน 1,500,000 บาทตามเอกสารหมาย ล.7 การเบิกจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยที่ 1จะนำลงในบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7ต่อมามีผู้นำเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 รวม 16 ฉบับเป็นเงิน 625,365 บาท เรียกเก็บเงินจากบัญชีดังกล่าวของโจทก์จำเลยที่ 1 ได้นำเช็คพิพาทหักทอนบัญชีของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7หลังจากที่โจทก์ทราบโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดสัญญาบัญชีกระแสรายวันรวมทั้งสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและแจ้งให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เพิกถอนรายการเช็คพิพาทที่นำมาลงบัญชีกระแสรายวันโดยไม่ถูกต้องออกเสียตามเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งจำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย จ.15 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3เป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3ฎีกาว่าการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 16 ฉบับ เป็นการจ่ายเงินของจำเลยที่ 1 โจทก์มิได้สูญเสียเงินฝาก และหากฟังว่าเป็นเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2103/2540 · ทนอย Thanoy