ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 2105/2540

หลักกฎหมาย

ปัญหาว่าเหตุรถชนเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายเดียวหรือเจ้าพนักงานตำรวจมีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยที่1ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นจำเลยที่3ได้ยกปัญหาข้อนี้ต่อสู้ไว้ในคำให้การแม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่3จะไม่ได้อุทธรณ์เพราะจำเลยที่3ชนะคดีในศาลชั้นต้นแต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ให้จำเลยที่3ร่วมรับผิดจำเลยที่3ก็ยกปัญหาข้อนี้ต่อสู้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่3ต้องร่วมรับผิดศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ด้วยที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยอ้างว่าจำเลยที่3ไม่ได้อุทธรณ์จึงไม่ชอบ เจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงขับรถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงติดตามจับกุมจำเลยที่1ที่ขับรถฝ่าฝืนกฎจราจรจำเลยที่1กลับขับรถส่ายไปมาและยกกระบะท้ายรถให้หินเกล็ดที่บรรทุกร่วงหล่นลงมากีดขวางเส้นทางจราจรเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงขับแซงรถยนต์ที่จำเลยที่1ขับไปได้ครึ่งคันจำเลยที่1ก็หักรถเข้ามาชนรถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงเป็นเหตุให้รถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงเสียหลักขวางถนนจึงถูกรถยนต์ที่จำเลยที่1ขับชนซ้ำอีกครั้งทำให้รถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงตกลงไปในคลองดังนี้เหตุรถชนกันจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่1ฝ่ายเดียว ขณะเกิดเหตุรถยนต์ชนเป็นเวลาที่อยู่ระหว่างจำเลยที่1ขับรถหลบหนี้เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของจำเลยที่2ผู้เป็นนายจ้างประสงค์แม้การกระทำของจำเลยที่1ในขณะเดียวกันนั้นจะเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาในข้อหาต่างๆด้วยก็เป็นการกระทำความผิดในทางอาญาโดยลำพังส่วนความรับผิดของจำเลยที่1ในทางแพ่งที่จำเลยที่1กระทำโดยประมาทเลินเล่อขับรถชนรถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงจนได้รับความเสียหายนั้นยังเป็นการกระทำที่อยู่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่2ซึ่งจำเลยที่2จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่1 รถยนต์ของจำเลยที่2ซึ่งจำเลยที่3เป็นผู้รับประกันคันเกิดเหตุขณะเกิดเหตุได้ทำการบรรทุกหินไปตามถนนโดยไม่ปรากฏว่าใช้รถยนต์ดังกล่าวบรรทุกสิ่งของใดๆที่ผิดกฎหมายหรือจำเลยที่1และที่2มีเจตนามาแต่แรกที่จะใช้รถยนต์คันดังกล่าวกระทำผิดกฎหมายแม้จำเลยที่1ผู้ขับจะขับรถผิดกฎจราจรและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่อันเป็นความผิดอาญาก็เป็นการกระทำต่างหากจากการใช้รถยนต์บรรทุกหินโดยชอบและเหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่1ผู้ขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวโดยลำพังถือไม่ได้ว่าการใช้รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นการใช้ในทางที่ผิดกฎหมายตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยอันจะทำให้จำเลยที่3ได้รับยกเว้นไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงหมายเลขทะเบียน 7ฉ-9506 และวิทยุสื่อสารประจำรถโดยมอบหมายให้สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 1 เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาและใช้สอย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2533 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน81-1168 สระบุรี ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองโดยการเช่าซื้อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บีบีซี จำกัด และจำเลยที่ 2 ประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ในช่องเดินรถด้านขวามาตลอดโดยไม่ขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุดซึ่งผิดกฎจราจร เจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่โดยใช้รถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงหมายเลขทะเบียน 7ฉ-9506 ได้เรียกให้จำเลยที่ 1 จอดรถเพื่อจับกุมตามอำนาจหน้าที่ แต่จำเลยที่ 1 ขับรถหลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงขับรถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงคันดังกล่าวติดตามไป และใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้จำเลยที่ 1 หยุดรถแต่จำเลยที่ 1 ไม่หยุดรถ กลับเร่งความเร็วของรถและขับรถหลบหนีในลักษณะส่ายไปมาโดยประมาทเลินเล่อ ตำรวจทางหลวงจึงติดตามไป เมื่อถึงที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงขับรถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงคันดังกล่าวติดตามไปทัน แล้วแซงรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับขึ้นไปด้านซ้ายเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 1หยุดรถซึ่งในภาวะและพฤติการณ์เช่นนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นว่ารถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงขับแซงขึ้นมาและให้สัญญาณเตือนให้หยุดรถ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ความระมัดระวังชะลอความเร็วของรถและจอดรถเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงตรวจค้นจับกุมแต่จำเลยที่ 1 หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ กลับขับรถด้วยความเร็วสูงในลักษณะส่ายไปมาเช่นเดิมเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงของโจทก์อย่างแรงทำให้รถยนต์ทั้งสองคันตกลงไปในคลองรังสิตได้รับความเสียหายโจทก์ต้องเสียเงินค่าซ่อมและเปลี่ยนอุปกรณ์รถยนต์วิทยุคันดังกล่าวคิดเป็นเงิน 290,000 บาท และวิทยุสื่อสารประจำรถของโจทก์เสียหายรวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน323,897.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 323,897.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 301,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และไม่มาศาลในวันเริ่มต้นที่มีการสืบพยานโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1ขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มิได้ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เหตุละเมิดมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงผู้ขับรถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงคันดังกล่าวที่ขับมาด้วยความเร็วสูงแซงรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับด้านซ้าย เมื่อขับแซงขึ้นมาได้หักขวาปาดหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับในทันทีทันใดเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้นหากจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อ ผู้ขับรถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงหมายเลขทะเบียน 7ฉ-9506 ก็มีส่วนประมาทเลินเล่อร่วมด้วย รถยนต์วิทยุตำรวจทางหลวงคันดังกล่าวได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ค่าซ่อมไม่เกิน 100,000 บาทก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องและคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถหลบหนีไม่ยอมหยุดตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงนั้นเป็นการกระทำในลักษณะส่วนตัวของจำเลยที่ 1ซึ่งนอกเหนือจากคำสั่งของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดด้วย และการที่จำเลยที่ 1 จงใจขับรถชนรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงที่ขับรถปาดหน้าเป็นการกระทำผิดอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์และหลบหนีการจับกุมและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้รถยนต์ดังกล่าวเป็นยานพาหนะในการหลบหนี ถือว่าเป็นการใช้รถในทางที่ผิดกฎหมาย จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัย หากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดก็รับผิดในวงเงินไม่เกิน 250,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 301,300 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่15 ตุลาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 22,597.50 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2และที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยใช้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 301,300 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม2533 เป็นต้นไปจน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2540 · ทนอย Thanoy