ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 2107/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยที่1และที่2กำหนดให้แก่โจทก์ตำกว่าราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา6แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ไม่เป็นธรรมจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องหาพยานมาสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวให้มีน้ำหนักรับฟังได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับค่าเสียหายทางจิตใจไว้ผู้ถูกเวนคืนจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเป็นที่ดินติดถนนซอยและที่มีทางสาธารณะเข้าออกได้หลายทางภายในที่ดินมีการปลูกผลอาสินจำพวกมะม่วงมะพร้าวและกล้วยมิได้ถูกขุดหน้าดินให้เป็นหลุมเป็นบ่อทั้งเป็นที่ดินแปลงเล็กเหมาะแก่การใช้เป็นที่ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินของโจทก์ตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯมีราคาสูงกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำหนดให้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำหนดได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ของมาตรา21(1)ถึง(5)แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ซึ่งเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมและไม่ขัดกับมาตรา22เพราะมาตรา22ให้เป็นดุลพินิจที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนให้ต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่กำหนดตามมาตรา21ก็ได้ไม่ได้บังคับว่าต้องกำหนดให้ต่ำกว่ามาตรา21เสมอไปจึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนแก่โจทก์เพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดอีก พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา26วรรคสุดท้ายที่บัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นเมื่อไม่ปรากฎว่าได้การตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่จะถูกเวนคืนกันตามมาตรา10จึงไม่มีวันที่ต้องมีการจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา11ดังนั้นวันเริ่มต้นนับดอกเบี้ยจึงต้องนับแต่วันที่วางเงินค่าทดแทนจำเลยที่2มีหนังสือลงวันที่8กุมภาพันธ์2534แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนภายใน15วันนับแต่วันหนังสือโจทก์ได้รับหนังสือนี้เมื่อวันที่26กุมภาพันธ์2534แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนตามกำหนดเวลาในหนังสือดังกล่าวจำเลยที่2จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของโจทก์โดยพลันตามมาตรา28วรรคสองซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่2ต้องนำเงินค่าทดแทนไปวางในวันถัดจากวันครบกำหนด15วันนับแต่รับหนังสือดังกล่าวคือวันที่14มีนาคม2534จึงต้องเริ่มคิดดอกเบี้ยในเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่14มีนาคม2534หาใช่วันที่11สิงหาคม2533ซึ่งเป็นวันที่มีประกาศสำนักงานยกรัฐมนตรีเรื่องกำหนดให้การเวนคืนเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วนและไม่ใช่นับแต่วันที่จำเลยที่2นำเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ไปฝากธนาคารออมสินเพราะเป็นวันภายหลังจากวันที่จำเลยที่2มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนไปวางแล้วสำหรับจำนวนเงินต้นในการคำนวณดอกเบี้ยนั้นเมื่อไม่ปรากฎว่าจำเลยที่1และที่2ได้ชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนให้เพิ่มขึ้นตามที่รัฐมนตรีวินิจฉัยหรือไม่ตั้งแต่เมื่อใดและได้ชำระเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีไปตั้งแต่เมื่อใดจึงนำเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีมารวมกับที่ศาลวินิจฉัยเพิ่มเพื่อคำนวณดอกเบี้ยด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่189262 และเลขที่ 186708 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 201 และ 201 ตารางวา ตามลำดับ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลเป็นส่วนราชการปกครองส่วนท้องถิ่น จำเลยที่ 2 เป็นปลัดกรุงเทพมหานครมีหน้าที่รับผิดชอบและปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนจำเลยที่ 3 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามกฎหมายที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนทั้งสองแปลง เนื้อที่ 402 ตารางวา เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กำหนดราคาที่ดินที่จะเวนคืนแก่โจทก์เฉลี่ยราคาตารางวาละ 1,176.61 บาท รวมเป็นเงิน 473,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์เห็นว่าไม่เป็นธรรมเนื่องจากที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตารางวาละ 30,000 บาท ถึง 50,000 บาท เมื่อถูกเวนคืนแล้วโจทก์ไม่สามารถหาซื้อที่ดินได้ในราคาดังกล่าว โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2534 แต่จำเลยที่ 3ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,020,000 บาท เมื่อหักกับเงินค่าทดแทนจำนวน470,000 บาท จำเลยทั้งสามต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน7,547,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของเงินฝากประจำธนาคารออมสินร้อยละ 10.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ต้องมีการจ่ายค่าทดแทนวันที่ 24 พฤษภาคม 2531 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 ปี 9 เดือน22 วัน เป็นเงิน 3,015,656 บาท รวมเป็นเงิน 10,562,656 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินค่าทดแทนที่ดินและค่าเสียหายแก่โจทก์คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 10,562,656 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี ในต้นเงิน 7,547,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เพราะจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เวนคืนตามกฎหมายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเวนคืนที่ดินของโจทก์ จึงไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิกับโจทก์ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2531 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 เนื่องจากความจำเลยในการสร้างที่เก็บกักน้ำเพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนทั้งสองแปลงรวมเนื้อที่ 400 ตารางวา ไม่ใช่ 402 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดเงินค่าทดแทนโดยถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพ.ศ. 2531-2534 ของกรมที่ดิน เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ รวมค่าทดแทนเป็นเงิน 232,500 บาท และกำหนดค่าทดแทนต้นไม้ในที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์เป็นเงิน 9,655 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2534 แต่โจทก์ไม่ไปรับค่าทดแทน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงนำเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน สาขาพระโขนง เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2534จำเลยที่ 1 และที่ 2 กำหนดค่าทดแทนโดยเหมาะสมถูกต้องและเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว โจทก์พิจารณาถึงสภาพที่ตั้งของที่ดินโจทก์นอกจากนี้โจทก์ซื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนภายหลังจากที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ประกาศใช้บังคับแล้ว ในราคาตารางวาละ 1,200 บาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกับที่จำเลยทั้งสามกำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์ โจทก์จะอ้างว่าค่าทดแทนที่ได้รับไม่พอสำหรับหาที่อยู่และซื้อที่ดินอื่นแทนไม่ได้ และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ใช้บังคับแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ราคาที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงจะเพิ่มขึ้นเป็นราคาตารางวาละ 20,000 บาท การที่โจทก์ขอให้จำเลยให้ค่าทดแทนเพิ่มจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพราะโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทภายหลังจากพระราชกฤษฎีกาประกาศใช้บังคับแล้วถึง2 ปีเศษ และจำเลยทั้งสามไม่เคยผิดนัดชำระหนี้เงินแก่โจทก์ดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารออมสินไม่ถึงอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี จำเลยทั้งสามควรรับผิดเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2534 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าทดแทนไปฝากไว้ให้แก่โจทก์ที่ธนาคารออมสิน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มจำนวน 600
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง