ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 2114/2560

หลักกฎหมาย

ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปี 2555 และปี 2556 มีการแสดงรายการทรัพย์สินที่มีเครื่องจักรอยู่ในแบบ ประกอบกับโจทก์ร้องขอให้พิจารณาใหม่ในประเด็นลดค่ารายปีตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 พร้อมแนบสัญญาเช่าที่ดินและอาคาร สัญญาซื้อขายเครื่องปรับอากาศ สัญญาซื้อขายอุปกรณ์ เครื่องปรับอากาศและติดตั้งอุปกรณ์ สัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบดับเพลิง ใบเสนอราคางานระบบไฟฟ้าและระบบเตือนภัย และงานติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูง โดยจำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดในประเด็นการขอลดค่ารายปีแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามมาตรา 33 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง มาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อยฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าวแล้วด้วย" บทบัญญัติของมาตรานี้มิได้กำหนดว่าต้องเป็นเจ้าของโรงเรือนประกอบกิจการอุตสาหกรรมเองจึงได้ลดค่ารายปีลง ดังนั้น กรณีโจทก์นำโรงเรือนให้บริษัท ฟ. เช่า ก็ไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2555 และปี 2556 สำหรับโรงเรือนเลขที่ 116/3 ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ตามคำชี้แจงประกอบคำชี้ขาดเล่มที่ 21 เลขที่ 6 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2557 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและเงินเพิ่มของปีภาษี 2555 จำนวน 523,809.52 บาท ปีภาษี 2556 จำนวน 1,571,428.57 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 523,809.52 บาท และจำนวน 1,571,428.57 บาท ดังกล่าวนับแต่วันที่พ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่คดีถึงที่สุด จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2556 และใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2557 โดยให้ลดค่ารายปีลง คงเหลือหนึ่งในสามสำหรับโรงเรือนเลขที่ 116/3 ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โจทก์คงรับผิดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2555 จำนวน 238,095.24 บาท ปีภาษี 2556 จำนวน 714,275.71 บาท จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มปีภาษี 2555 จำนวน 523,809.52 บาท ปีภาษี 2556 จำนวน 1,571,428.57 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 2,095,238.09 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 523,809.52 บาท และจำนวน 1,571,428.57 บาท นับแต่เมื่อพ้นกำหนดสามเดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนพิพาท โจทก์ก่อสร้างโรงเรือนพิพาทให้บริษัทฟิลไทย จำกัด เช่าเพื่อผลิตก้นกรองบุหรี่เป็นเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564 ค่าเช่าปีละ 15,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง เครื่องทำความเย็น (AIR CHILLER) ระบบท่อทำความเย็น (AHU AIR CHILLER) ระบบปั๊มลม (AIR COMPRESSOR) ระบบดับเพลิงและสัญญาณเตือนภัย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปี โดยคำนวณจากค่าเช่าในสัญญาคูณด้วยแปดหารด้วยเจ็ด ตามบันทึกของกรุงเทพมหานครที่ กท 7000/1710 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2532 สำหรับปีภาษี 2555 โรงเรือนพิพาทควรเข้าอยู่ได้เดือนเมษายน 2554 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีเพียงเก้าเดือน แต่เก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินสี่เดือนเพราะบริษัทฟิลไทย จำกัด เช่าโรงเรือนพิพาทตั้งแต่ 1 กันยายน 2554 คิดเป็นค่ารายปีจำนวน 12,857,142.87 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 714,285.71 บาท ปีภาษี 2556 ค่ารายปีจำนวน 17,142,857.14 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 2,142,857.14 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว โดยปีภาษี 2555 ชำระไปจำนวน 785,714.28 บาท ปีภาษี 2556 ชำระไป 2,357,142.71 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่อ้างว่า โจทก์ติดตั้งส่วนควบพิพาทที่สำคัญในโรงเรือนเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ขอลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีตามการประเมิน ตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและหนังสืออุทธรณ์การประเมิน จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดยกคำร้องของโจทก์กับยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งคำชี้ขาดและคำชี้แจงประกอบคำชี้ขาด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "การขอยกเว้น ขอให้ปลดภาษีหรือขอให้ลดภาษีตามความในภาค 1 และภาค 2 นั้น ผู้รับประเมินต้องเขียนลงในแบบพิมพ์ที่ยื่นต่อกรมการอำเภอทุก ๆ ปี พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่จะสนับสนุน เพื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สามารถสอบสวนให้แน่นอนโดยการไต่สวน หรือวิธีอื่นว่าคำร้องขอนั้นมีมูลดีและควรจะให้ยกเว้นหรือปลดหรือลดภาษีเพียงใดหรือไม่" และมาตรา 34 บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งยกคำขอยกเว้นหรือคำขอให้ปลดภาษีหรือลดค่าภาษีก็ให้แจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้รับประเมิน และผู้รับประเมินมีสิทธิเช่นเดียวกับในเรื่องที่ได้บ่งไว้ในหมวดนี้ว่าด้วยการประเมิน" ดังนั้น กรณีโจทก์ยื่นแบบแสดงรายก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง