ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 2117/2551

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน เมื่อแบ่งแยกที่ดินเป็นของโจทก์ตามส่วนที่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานผู้จัดการมรดกของ ฉ. แล้ว ที่ดินส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสามและเจ้าของรวมคนอื่นๆ ยังคงถือกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ การจะแบ่งที่ดินที่เหลือให้เป็นส่วนของจำเลยทั้งสามแยกต่างหากจากเจ้าของรวมคนอื่นอีกหรือไม่เพียงใด ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสามและเจ้าของรวมคนอื่นที่ต้องว่ากล่าวกันเอง โจทก์หามีสิทธิที่จะขอให้แบ่งแยกที่ดินในส่วนของจำเลยทั้งสามออกจากที่ดินที่เหลือดังกล่าวด้วยไม่ ทั้งการกำหนดส่วนแบ่งของจำเลยทั้งสามตามคำขอของโจทก์ย่อมกระทบต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นที่มิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีกับจำเลยทั้งสาม คำขอของโจทก์ที่ให้แบ่งแยกที่ดินเป็นของจำเลยทั้งสามจึงไม่อาจบังคับได้ เป็นผลให้ต้องยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีตามคำสั่งศาล นางเฉลิมศรีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1170 ครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ทั้งหมด 83 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2538 โจทก์ได้ยื่นฟ้องนางอารีกับพวกรวม 6 คน ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ในที่ดินดังกล่าวเพื่อขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2540 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 434/2540 ให้นางอารีกับพวกแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีเป็นเนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา ส่วนที่เหลืออีก 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา เป็นของนางอารีกับพวก ต่อมาเมื่อโจทก์ดำเนินการเพื่อแบ่งแยกที่ดิน ปรากฏว่านางอารีโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของนางอารีให้แก่จำเลยทั้งสามไปก่อนแล้ว โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสามแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1170 ตำบลบึงสาน (คลองซอยที่ 14 ฝั่งตะวันออก) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นของโจทก์เนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา และเป็นของจำเลยทั้งสามเนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 99.5 ตารางวา ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ถ้าสภาพแห่งทรัพย์ไม่อาจแบ่งแยกได้หรือไม่อาจบังคับได้ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแบ่งเงินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีครึ่งหนึ่งและจำนวนทั้งสามหนึ่งในสี่ของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด จำเลยที่ 1 และมี 2 ให้การว่า การถือกรรมสิทธิ์รวมไม่มีการตกลงแบ่งกันว่าใครอยู่ส่วนไหน จำเลยทั้งสามรับโอนกรรมสิทธิ์มาจากนางอารี ก่อนที่นางอารีจะถูกโจทก์ฟ้อง โจทก์จึงบังคับคดีแก่นางอารีไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินดีแบ่งแยกที่ดินในส่วนที่จำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์เนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 99.5 ตารางวา อยู่แล้ว แต่โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ระบุว่าจำเลยทั้งสามจะต้องแบ่งส่วนไหนอย่างไร ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ดิน 1170 ตำบลบึงสาน (คลองซอยที่ 14 ฝั่งตะวันออก) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้แก่โจทก์ เป็นเนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากไม่อาจแบ่งแยกที่ดินได้ไม่ว่าด้วยประการใด ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดทนายความ 2,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5650/2533 ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ. 1 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1170 ตำบลบึงสาน (คลองซอยที่ 14 ฝั่งตะวันออก) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 83 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา มีนางเฉลิมศรีและนางเปี๊ยะถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ปี 2495 นางอารี นางมาเรียม และนางศรียาเข้าถือกรรมสิทธิ์ในส่วนของนางเปี๊ยะ ปี 2534 นายศักดา พันจ่าอากาศเอกพินิจ นางสุรีรัตน์ และนายบุญเลิศ เข้าถือกรรมสิทธิ์ในส่วนของนางมาเรียม ต่อมาปี 2538 โจทก์ยื่นฟ้องนางอารีกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินดังกล่าวรวม 6 คน เพื่อขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 434/2540 ให้นางอารีกับพวกดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรี เนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา ส่วนที่เหลืออีก 41 ไร่ 3 งาน 99 ตารางวา ให้เป็นของนางอารีกับพวก หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากไม่อาจแบ่งแยกที่ดินได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเฉลิมศรีครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นของนางอารีกับพวกตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.3 แต่โจทก์ไม่อาจบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ เนื่องจากนางอารีจดทะเบียนยกที่ดินในส่วนของนางอารีให้จำเลยทั้งสามไปแล้วเมื่อปี 2537 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วน เอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยทั้งสามเป็นการไม่ชอบเพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คำพิพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2551 · ทนอย Thanoy