ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 2121/2544

หลักกฎหมาย

โจทก์ให้สิทธิจำเลยประกอบการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งมีข้อผูกพันที่จำเลยต้องซื้อเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์เท่านั้นเพื่อนำไปขาย โดยมีการกำหนดราคาซื้อขายกันไว้อันมีลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางด้านการตลาดของโจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยเลิกสัญญาดังกล่าวกับโจทก์โดยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไปแล้ว แต่หลังจากนั้น จำเลยกลับจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกโดยไม่ยอมปฏิบัติตามข้อผูกพันที่จำเลยตกลงกับโจทก์เมื่อมีการเลิกสัญญาดังกล่าวดังนี้ เป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงกับโจทก์และเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปใบไม้โดยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด โจทก์ให้สิทธิแก่จำเลยเป็นผู้ประกอบการดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีกำหนดเวลา 20 ปี และต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากโดยจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยส่งป้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินที่โจทก์ให้ยืมคืนแก่โจทก์ และถอดป้ายที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ออกจากสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงไม่ดำเนินการใด ๆซึ่งเข้าลักษณะเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน 2541 จำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยดำเนินการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่าง ๆ อีกทั้งยังจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาสูงกว่าราคาที่โจทก์กำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงทางการค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ใช้และละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ หลังจากจำเลยเลิกสัญญาแล้วจำเลยตกลงเป็นตัวแทนค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของห้างหุ้นส่วนจำกัด4 ดาวพัฒนา ซึ่งเป็นตัวแทนค้าส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ โจทก์จึงไม่เสียหาย ทั้งค่าเสียหายตามคำฟ้องสูงเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปใบไม้ ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วสำหรับใช้กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากกันตามเอกสารหมาย จ.9 โดยโจทก์ตกลงให้สิทธิจำเลยดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งมีเงื่อนไขที่จำเลยต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ไปจำหน่ายในจำนวนและราคาที่ตกลงกัน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2541 โจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาดังกล่าวกันตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.12ซึ่งจำเลยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และไม่ดำเนินการใด ๆ อันเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน2541 ถึงเดือนมิถุนายน 2542 จำเลยได้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบชัดแจ้งว่าขณะยื่นฟ้องคดีนี้นายโสภณ สุภาพงษ์ ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะนายโสภณลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้นนายโสภณยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ หนังสือมอบอำนาจจึงมีผลให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้แม้ต่อมาภายหลังในขณะยื่นฟ้องนั้น นายโสภณจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อีกต่อไปหรือไม่ก็ตามเพราะการที่นายโสภณและนายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมการอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์เป็นการแสดงเจตนามอบอำนาจในนามของโจทก์... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่าโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด...เห็นว่าบางเดือนจำเลยก็เคยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึงเดือนละ 120,000 ลิตร เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์และจำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับยอดการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยในแต่ละเดือนมาแสดงให้น่าเชื่อว่าจำเลยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่ถึงเดือนละ 120,000 ลิตร จึงเชื่อได้ว่าจำเลยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้เฉลี่ยเดือนละ 120,000 ลิตร จริง และปรากฏว่าจำเลยเคยทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากกับโจทก์ เพื่อให้โจทก์ให้สิทธิจำเลยประกอบการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งมีข้อผูกพันที่จำเลยต้องซื้อเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์เท่านั้นเพื่อนำไปขายโดยมีการกำหนดราคาซื้อขายกันไว้อันมีลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางด้านการตลาดของโจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยเลิกสัญญาดัง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง