ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 2121/2565

หลักกฎหมาย

คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เข้ายึดถือครอบครองป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเนื้อที่ 141 ไร่ 46 ตารางวา โดยไม่มีสิทธิอันจะอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยที่ 2 จึงต้องออกไปจากที่เกิดเหตุ แต่ปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 คืนที่ดินที่เกิดเหตุให้แก่รัฐคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 43 ไร่ เท่านั้น แสดงว่า จำเลยที่ 2 คืนที่ดินที่เกิดเหตุให้แก่รัฐแต่เพียงบางส่วน ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยที่ 2 ออกไปจากป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยที่ ๒ ออกไปจากป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6295/2561 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 14, 26/4, 26/5, 31 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 16,698,137.95 บาท แก่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (เดิม) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 9 (1) (2) (3), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 500,000 บาท แก่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ 141 ไร่ 46 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในเขตป่าเลนประแสและป่าพังราด อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเป็นพื้นที่ป่าไม้ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายธีรัตม์ หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1 (ระยอง) ร่วมกับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดูแลฟาร์มเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ 2 ในที่ดินที่เกิดเหตุ โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และประมวลกฎหมายที่ดิน และนำตัวจำเลยที่ 1 มอบต่อพันตำรวจโทไพฑูรย์ พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี พันตำรวจโทไพฑูรย์สอบคำให้การนายธีรัตม์และนายยงยุทธ ไว้ และสอบคำให้การจำเลยที่ 1 ไว้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในตอนแรก แต่หลังจากมีการสอบสวนเพิ่มเติม จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเพียง 43 ไร่ โดยเข้าใจว่าที่ดินที่ครอบครองทำประโยชน์อยู่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 210 ถึง 213 ที่ซื้อมาจากนายธเนศร์ มิได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุทั้ง 141 ไร่ 46 ตารางวา ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงขาดเจตนา ย่อมไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น ในเรื่องนี้โจทก์มีนายธีรัตม์และนายยงยุทธ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 เบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกเข้าตรวจสอบที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ 2 เนื้อที่ 141 ไร่ 46 ตารางวา มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแล ซึ่งอยู่ในเขตป่าเลนประแสและป่าพังราด อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 139 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา และเป็นพื้นที่ป่าไม้เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา สภาพพื้นที่เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งจำนวนหลายบ่อเต็มพื้นที่ โดยเป็นบ่อที่ใช้ทำประโยชน์และบ่อเลี้ยงกุ้งร้าง มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำชี้พื้นที่ที่เกิดเหตุทั้งแปลง ในวันที่เข้าจับกุม จำเลยที่ 1 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) จำนวน 4 ฉบับ เนื้อที่รวมกันประมาณ 40 ไร่ มาแสดง นายธีรัตม์ตรว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2565 · ทนอย Thanoy