คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 2122/2544
หลักกฎหมาย
หมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลของกรมสรรพากรโจทก์ที่แจ้งไปยังบริษัท อ.ซึ่งอยู่ต่างประเทศโดยพ. ในฐานะผู้ทำการแทนแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้เรียก พ. ผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่ผู้ทำการแทนเป็นผู้ทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับในประเทศไทยมาไต่สวนและแจ้งจำนวนเงินที่ประเมินไปยังบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพื่อที่บุคคลนั้นจะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคสาม ก่อนแล้วจึงใช่เป็นการออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัท อ.เพื่อให้รับผิดตามมาตรา 66 เท่านั้น และโจทก์ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยัง พ. แยกต่างหากถือได้ว่าเป็นการออกและส่งหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและหนังสือแจ้งการประเมินทั้งบริษัท อ.และ พ. โดยชอบแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นผู้ค้ำประกันนายพี.เอ็ม.บาจาจ ผู้ทำการแทนบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียลแมนเนจเม้นท์ แอนด์ อินเวสเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งจดทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐปานามามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทย แต่ได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยให้คำปรึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงิน การจัดการโรงงาน การจัดการผลิตภัณฑ์ การจัดการด้านราคาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการดังกล่าวให้แก่จำเลย บริษัทไทยคาร์บอน แบล็ค จำกัด และบริษัทไทยโพลีฟอสเฟต แอนด์ เคมิคัล จำกัดโดยมีเงินได้จากการให้บริการให้คำปรึกษาและได้จำหน่ายเงินกำไรจากการประกอบกิจการออกไปจากประเทศไทย ดังนั้นนายพี.เอ็ม.บาจาจ ซึ่งเป็นผู้กระทำการแทนบริษัทดังกล่าวจึงต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิและ 70 ทวิ ในปี 2532 บริษัทดังกล่าวได้แจ้งเลิกประกอบกิจการ เจ้าพนักงานของโจทก์จึงตรวจสอบข้อมูลการเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ถึง2532 พบว่าบริษัทดังกล่าวเสียภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานของโจทก์จึงออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากร แจ้งให้บริษัทดังกล่าว โดยนายพี.เอ็ม.บาจาจในฐานะผู้ทำการแทนส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีเพื่อทำการตรวจสอบ บริษัทดังกล่าวได้รับหมายเรียกแล้ว นายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทนได้ไปพบเจ้าพนักงานของโจทก์ตามหมายเรียก แต่ไม่ส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีให้ตรวจสอบและได้ให้ถ้อยคำชี้แจงว่าการดำเนินกิจการของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยได้ส่งตัวแทนคือ นายพี.เอ็ม.บาจาจ มาเช่าสำนักงานเพื่อทำงาน เมื่อได้ดำเนินงานให้คำปรึกษาครบกำหนดตามสัญญา ลูกค้าจะจ่ายค่าบริการและจัดส่งไปให้สำนักงานใหญ่การประกอบกิจการในประเทศไทยมีรายได้ตามที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากรไว้แล้ว ส่วนบริษัทดังกล่าวมีรายจ่ายเป็นค่าเดินทาง ค่าพาหนะเงินเดือนของนายพี.เอ็ม.บาจาจ พนักงานผู้ทำการแทนในประเทศไทย ค่าที่พักค่าจ้างที่ปรึกษาอื่น ๆ และรายจ่ายอื่น ๆ ที่จ่ายที่สำนักงานใหญ่ซึ่งไม่สามารถแยกได้ว่าส่วนใดเป็นรายจ่ายในประเทศไทยจำนวนเท่าใด ทำให้บริษัทดังกล่าวไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทดังกล่าวจึงยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 64 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร ภ.ง.ด.50 โดยเสียภาษีอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับ ตามมาตรา 71(1) และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ตามแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและการจำหน่ายเงินกำไรตาม มาตรา 70และมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ภ.ง.ด.54 โดยแสดงรายได้ด้วยวิธีคำนวณกำไรย้อนกลับ (ที่ถูกคำนวณภาษีย้อนกลับไปหากำไร) เจ้าพนักงานของโจทก์เห็นว่าเป็นการชำระภาษีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากการจำหน่ายเงินกำไรนั้น จะต้องคำนวณจากจำนวนเงินที่จำหน่ายตามมาตรา 70 ทวิ และในการดำเนินกิจการของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยนั้น เป็นกิจการที่สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ประกอบกับบริษัทดังกล่าวมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอชำระภาษีอากรตามมาตรา 71(1) ประกอบด้วยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.13/2529 ลงวันที่ 7 กันยายน 2529 (ที่ถูก 7 เมษายน 2529) เรื่องการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ในการตรวจสอบภาษีอากรเจ้าพนักงานของโจทก์พบว่าบริษัทดังกล่าวมีรายได้รวมในปี 2529จำนวน 36,231,797.18 บาท ปี 2530 จำนวน 20,045,836.21 บาท และปี 2531 จำนวน 14,014,139.22 บาท เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ประเมินให้บริษัทดังกล่าวโดยนายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทนต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2529รวมทั้งสิ้น 41,564,282 บาท ปี 2530 รวมทั้งสิ้น 20,558,083 บาท และปี 2531 รวมทั้งสิ้น 14,472,067 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 รวมทั้งสิ้น 8,623,446 บาท ปี 2530 รวมทั้งสิ้น 3,805,860 บาทและปี 2531 รวมทั้งสิ้น 2,951,584 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้บริษัทดังกล่าว โดยนายพี.เอ็ม.บาจาจ ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวทราบแล้ว บริษัทดังกล่าวอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยให้เรียกเก็บภาษีทั้งสิ้น51,198,693.71 บาท บริษัทดังกล่าวได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16กรกฎาคม 2536 และได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรเป็นคดีหมายเลขดำที่ 86/2536ของศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง