คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 2124/2551
หลักกฎหมาย
ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยและผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่ผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทก่อนมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินพิพาทส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินทั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21777 ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 11 ไร่ 92 ตารางวา ของจำเลยและผู้ร้องเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องกับจำเลยได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วนโดยชัดแจ้ง โดยผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์จำนวน 1,600 ส่วน เป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ผู้ร้องไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในหนี้ของจำเลย ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดเฉพาะส่วนของผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับเลยยังมิได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้กันส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 21777 ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เฉพาะส่วนของผู้ร้องภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาท ออกจากการขายทอดตลาดที่ดินที่โจทก์นำยึด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขทื่ 21777 ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 11 ไร่ 92 ตารางวา มีชื่อจำเลยและผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ระบุส่วนของผู้ร้อง 1,600 ส่วน ใน 4,692 ส่วน ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมายเลข ร.1 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่าผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยซึ่งเป็นบิดาเนื่องจากจำเลยยกให้เมื่อปี 2538 โดยจำเลยยกที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกให้ผู้ร้องประมาณ 4 ไร่ ขณะยกให้ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นที่นา ที่ดินส่วนที่จำเลยยกให้คือส่วนที่อยู่ภายในกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาท ต่อมาผู้ร้องกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อใช้ในการถมที่ดินส่วนที่จำเลยยกให้โดยจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน ผู้ร้องได้ถมที่ดินในส่วนดังกล่าว สูงกว่าระดับเดิมประมาณ 1 ศอก เพื่อปลูกพืชล้มลุก และเว้นที่ไม่ประมาณ 3 งาน เพื่อขุดบ่อเลี้ยงปลา แต่ผู้ร้องไม่สามารถขุดบ่อได้เนื่องจากที่ดินส่วนนี้เป็นที่สำหรับทำนาปรังและถูกน้ำท่วม ผู้ร้องปลูกมะนาวในที่ดินส่วนที่ถมแล้ว 3 ปี หลังจากนั้นจึงให้นายประทีป ผุดแย้มเช่าที่ดินส่วนนี้เนื่องจากมะนาวที่ปลูกไว้ตายหมด ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของจำเลยยังคงเป็นที่นาและจำเลยให้บุคคลอื่นเช่าทำนา ผู้ร้องกับจำเลยได้แบ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วนโดยถือแนวที่ดินที่มีการถมเป็นแนวเขต เหตุที่ผู้ร้องและจำเลยไม่ได้รังวัดแบ่งแยกโฉนดเนื่องจากที่ดินพิพาทติดจำนองธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องเบิกความดังกล่าว ผู้ร้องมีจำเลยเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยยกที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ให้ผู้ร้อง หลังจากยกให้แล้วผู้ร้องได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมาถมดินเพื่อทำไร่ และเว้นที่ไว้บางส่วนเพื่อขุดบ่อเลี้ยงปลาแต่ขุดไม่ได้เนื่องจากมีน้ำท่วมขัง ปัจจุบันผู้ร้องให้นายประทีปเช่าที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของผู้ร้อง สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของจำเลยยังคงเป็นที่นาแต่จำเลยไม่ได้ทำนายเองเนื่องจากอายุมาก จำเลยให้นางเฉลิมเช่าทำนา และผู้ร้องมีนายประทีปเป็นพยานเบิกความยืนยันเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทว่า พยานเช่าที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกจากผู้ร้องมาประมาณ 4 ปี เสียค่าเช่าปีละ 5,000 บาท พยานเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อปลูกมะนาว ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของจำเลยมีนางเฉลิม เป็นผู้เช่าทำนา นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมีนายจรูญซึ่งเป็นนายช่างผู้ไปทำการรังวัดทำแผนที่วิวาทตามเอกสารหมาย ร.2 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าที่ดินภายในกรอบสีเขียวซึ่งผู้ร้องนำชี้ว่าเป็นผู้ครอบครองเป็นที่ดินที่มีการถมแล้ว มีลักษณะเป็นที่ไร่ ส่วนที่ดินนอกเหนือจากนี้มีสภาพเป็นที่นาซึ่งจำเลยนำชี้ว่าเป็นผู้ครอบครอง ในที่ดินส่วนที่เป็นที่ไร่มีการปลูกต้นกล้วยและต้นขนุนไว้ที่ขอบที่ดินทางทิศตะวันออก เห็นว่า พยานผู้ร้องเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญเกี่ยวกับลักษณะและที่ตั้งของที่ดินพิพาทส่วนที่ผู้ร้องและจำเลยครอบครอง รวมทั้งการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ส่วนโจทก์มีเพียง ตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ผู้ร้องกับจำเลยยังไม่ได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วน ซึ่งเป็นการเบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน ที่โจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของนายจรูญ พยานผู้ร้องที่ว่า ต้นกล้วยในภาพถ่ายหมาย ร.3 เป็นต้นกล้วยที่ปลูกในที่ดินส่วนที่ผู้ร้องนำชี้ว่าเป็นผู้ครอบครอง ส่วนต้นกล้วยในภาพถ่ายหมาย ร.4 เป็นของที่ดินข้างเคียงไม่น่าเชื่อถือเนื่อง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง