คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 2136/2544
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด จำเลยทั้งสองไม่อาจกล่าวอ้างหรือนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีน ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 นั้น ศาลฎีกาส่งข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 33
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 15รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 6รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 33รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 264
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ป.อ. มาตรา 32, 83, 58 ริบเฮโรอีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ซึ่งรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 448/2539 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกประกอบ ป.อ. มาตรา 83) จำคุกคนละ 15 ปี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี บวกโทษจำคุก 7 เดือน ของจำเลยที่ 1 ซึ่งรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 448/2539 ของศาลจังหวัดอำนาจเจริญเข้ากับโทษในคดีนี้รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 7 เดือน และริบเฮโรอีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้แล้วว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางจำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 45.8 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 36.9 กรัม ไว้ในครอบครอง กรณีจึงต้องด้วย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด จำเลยทั้งสองไม่อาจกล่าวอ้างหรือนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 นั้น เนื่องจากข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติของกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาจึงได้ส่งข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2544 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2544 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง