คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566
ฎีกาที่ 214/2566
หลักกฎหมาย
โดยสภาพการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบและกฎหมาย มีลักษณะแตกต่างจากลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พนักงานราชการจึงมิใช่ลูกจ้างชั่วคราว แต่เป็นพนักงานของรัฐซึ่งถือว่าเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 13พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 8
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.63/2562 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และเรียกจำเลยในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 7 แต่คดีดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 13, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 8, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 209, 210, 310, 312, 312 ตรี นับโทษจำเลยที่ 5 และที่ 6 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 916/2561 ของศาลจังหวัดไชยา ริบของกลางทั้งแปดรายการดังกล่าว และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 14,845 บาท ผู้เสียหายที่ 8 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 9 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 11 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 12 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 13 เป็นเงิน 25,352 บาท และผู้เสียหายที่ 14 เป็นเงิน 25,352 บาท ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.46/2562 และ คม.47/2562 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่ง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3), 25 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง, 210 วรรคหนึ่ง, 310 วรรคหนึ่ง, 312 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และฐานร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกคนละ 13 ปี จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.46/2562 และ คม.47/2562 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 14,845 บาท ผู้เสียหายที่ 8 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 9 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 11 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 12 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 13 เป็นเงิน 25,352 บาท และผู้เสียหายที่ 14 เป็นเงิน 25,352 บาท คำขอให้นับโทษต่อในส่วนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ยก (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปรา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง