ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 2143/2564

หลักกฎหมาย

หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้อง ก็ดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ กฎหมายมิได้บัญญัตินิยามคำว่า "เกี่ยวข้องสัมพันธ์" ไว้โดยเฉพาะ การวินิจฉัยว่าเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์หรือไม่จึงต้องอาศัยความหมายอย่างปกติทั่วไป กล่าวคือ มีความเกี่ยวพัน ติดต่อผูกพัน หรือเกี่ยวข้องไม่ว่าจะในทางทรัพย์สินในทางความเป็นอยู่ หรือในทางความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับผู้กระทำความผิดมูลฐานอย่างมีนัยสำคัญจนเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่ามีส่วนร่วมในการฟอกเงิน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 78 รายการ รวมราคาประมาณ 1,081,204,804.49 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 23 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสิบเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.23 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสิบเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องสำหรับทรัพย์สินรายการที่ 7 เฉพาะเบี้ยประกันชีวิตรายปีปีแรกตามสิทธิ และรายการที่ 72 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.23 ของผู้ร้อง โดยให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 กับให้คืนค่าขึ้นศาล 50,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 9 ถึงที่ 17 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามที่คู่ความฎีกาขึ้นมาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 เป็นฎีกาที่พึงรับไว้วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสิบเจ็ดตกเป็นของแผ่นดินเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้อยู่ในขณะยื่นคำร้องขอดังกล่าวมิได้บัญญัติให้คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ แต่บัญญัติให้คู่ความสามารถฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้ เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้เป็นที่สุดหรือบัญญัติห้ามมิให้ฎีกา ในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคดีนี้บัญญัติกำหนดลักษณะคดีที่ต้องห้ามฎีกาไว้ว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ได้มีความเห็นแย้งหรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดี ได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ ต้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์" และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้บัญญัติในเรื่องการฎีกาไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องนำบทบัญญัติการห้ามฎีกาดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินอย่างคดีนี้ด้วย คดีนี้ราคาทรัพย์สินซึ่งเป็นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาของผู้คัดค้านที่ 5 คิดเป็นเงิน 82,970.85 บาท ผู้คัดค้านที่ 12 คิดเป็นเงิน 20,234.50 บาท ผู้คัดค้านที่ 13 คิดเป็นเงิน 140,987.25 บาท ผู้คัดค้านที่ 14 คิดเป็นเงิน 154,131.46 บาท ผู้คัดค้านที่ 16 คิดเป็นเงิน 0.18 บาท และผู้คัดค้านที่ 17 คิดเป็นเงิน 141,369.51 บาท ซึ่งมีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ไม่ปรากฏว่าได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามฎีกาเป็นประการอื่น ผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า ไม่ปรากฏจากหลักฐานของผู้ร้องว่ามีจำนวนผู้เล่นหรือเข้าพนันในแต่ละครั้งเกินกว่าหนึ่งร้อยคน หรือมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป จึงฟังไม่ได้ว่ามีความผิดมูลฐานตามคำร้องของผู้ร้องเกิดขึ้น และทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 ได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ในการวินิจฉัยฎีกาที่ว่า ไม่ปรากฏจากหลักฐานของผู้ร้องว่ามีจำนวนผู้เล่นหรือเข้าพนันในแต่ละครั้งเกินกว่าหนึ่งร้อยคน หรือมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป จึงฟังไม่ได้ว่ามีความผิดมูลฐานตามคำร้องของผู้ร้องเกิดขึ้นนั้น ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า มีจำนวนผู้เล่นหรือเข้าพนันในแต่ละครั้งจำนวนเท่าใด หรือมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไปหรือไม่เสียก่อนแล้วจึงนำไปปรับกับตัวบทกฎหมายว่าการจัดให้มีการเล่นการพนันดังกล่าวมีจำนวนผ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2143/2564 · ทนอย Thanoy