คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 2156/2543
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นความผิดและตามบทกฎหมายที่กำหนดโทษไว้ การที่ศาลอุทธรณ์ยกข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งจำเลยทราบแล้วไม่ได้โต้เถียงหรือคัดค้านมากล่าวในคำพิพากษาประกอบการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการร้ายแรงหรือไม่เพียงใด เพื่อที่ศาลอุทธรณ์จะได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าสมควรจะลงโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลย หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวมาในฟ้องไม่ ความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ฐานมีโทรศัพท์มือถืออันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 23 และความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา 26 มีองค์ประกอบความผิดต่างกัน กล่าวคือความผิดตามมาตรา 23 เป็นความผิดเพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตส่วนความผิดมาตรา 26 เป็นความผิดเพราะจำเลยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม แม้จำเลยจะมีโทรศัพท์มือถือโดยได้รับหรือไม่ได้รับอนุญาตก็ตามหากจำเลยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมแล้วการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตาม มาตรา 26 ซึ่งเป็นความผิด 2 กรรม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระเป็น 2 กรรม ชอบแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีโทรศัพท์มือถืออีริคสันพร้อมแบตเตอรี่ 1 เครื่องอันเป็นเครื่อง วิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต และจำเลยได้ใช้โทรศัพท์มือถือดังกล่าวโดยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวน หรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมโทรศัพท์มือถือดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมพ.ศ. 2498 มาตรา 6, 23, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91ริบของกลางไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 6, 26 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีโทรศัพท์มือถือโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุก 1 ปี ความผิดฐานกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ลงโทษจำคุก 1 ปี รวมลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุก 1 ปี ของกลางริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีโทรศัพท์มือถืออีริคสันพร้อมแบตเตอรี่ 1 เครื่อง อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต และจำเลยได้ใช้โทรศัพท์มือถือดังกล่าวโดยจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมโทรศัพท์มือถือดังกล่าวเป็นของกลาง พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อ 2 (ก) เป็นประการแรก จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นนำเอาข้อเท็จจริงที่ไม่มีหรือปรากฏในคำฟ้องนำมาวินิจฉัยพิพากษาลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นเป็นการอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาเกินคำขอหรือที่ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายเนื่องจากคำฟ้องของโจทก์กล่าวหาว่ามีโทรศัพท์มือถืออันเป็นเครื่องวิทยุ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตและจำเลยได้ใช้โทรศัพท์มือถือดังกล่าวโดยจงใจให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อวิทยุคมนาคม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวหรือบรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทำให้บุคคลใดเสียหายเป็นเงินถึง 101,336.40บาท แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยปรับจูนโทรศัพท์มือถือใช้เป็นเงิน101,336.40 บาท จึงเป็นคำพิพากษาเกินคำขอ และที่ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องนั้นเห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาเกินคำขอ และที่ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องดังที่จำเลยฎีกาขึ้นมา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 หยิบยกเอาจำนวนเงิน 101,336.40 บาท ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยทราบแล้ว ไม่ได้โต้เถียงหรือคัดค้านมากล่าวในคำพิพากษานั้นเป็นเพียงการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 หยิบยกเอาข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการร้ายแรงหรือไม่เพียงใด เพื่อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าสมควรจะลงโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่อย่างใดเท่านั้น หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวมาในฟ้องไม่เพราะถึงอย่างไรศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็พิพากษาลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นความผิดและตามบทกฎหมายที่กำหนดโทษไว้เท่านั้นซึ่งเป็นการชอบแล้ว มีปัญหาประการที่สอง ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498มาตรา 23 ความผิดฐานมีโทรศัพท์มือถืออันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต และมาตรา 26 ความผิดฐานจงใจให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน พิพากษาลงโทษจำคุกกรรมละ 1 ปี รวม 2 กรรมเป็นจำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากจำเลยรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษคงลงโทษจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยไม่เห็นพ้องด้วย เพราะจำเลยให้บริการโทรศัพท์มือถือโดยบุคคลอื่นว่าจ้างจำเลย และจำเลยได้เข้าครอบครองเครื่องโทรศัพท์มือถือและให้บริการทันที จำเลยกระทำผิดเพียงเจตนาเดียวในคราวเดียวกันและต่อเนื่อง จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เห็นได้ชัดเจนว่า ความผิดฐานมีโทรศัพท์มือถืออันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 23 และความผิดฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา 26 นั้น มีองค์ประกอบความผิดต่างกันและเป็นความผิด 2 กรรม กล่าวคือ ค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง