ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556

ฎีกาที่ 21623/2556

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ให้ส่งตัวจำเลยที่ 5 ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่เกินกว่าที่จำเลยที่ 5 จะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 86 ให้มอบตัวจำเลยที่ 5 ให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ระวังจำเลยที่ 5 ไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาภายใน 1 ปี หากจำเลยที่ 5 ก่อเหตุร้าย บิดา มารดา หรือผู้ปกครองต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 5 ไว้ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (2) (3) มิใช่การลงโทษ จึงถือมิได้ว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 เกิน 2 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า พฤติกรรมของจำเลยที่ 5 เป็นความผิดฐานเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 277 ริบของกลาง จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 5 อายุ 15 ปี แม้พฤติการณ์แห่งคดีจะร้ายแรงเป็นอันตรายต่อสตรีเพศ และกระทบกระเทือนต่อสังคม แต่จำเลยเป็นเยาวชนอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนยังอ่อนความยั้งคิด ไม่เคยประพฤติเสียหายมาก่อน การลงโทษจำคุกจะไม่เป็นผลดีแก่จำเลยและสังคม หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ได้รับการฝึกและอบรมสักระยะหนึ่งแล้ว อาจทำให้นิสัยความประพฤติดีขึ้น และเพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนหรือฝึกหัดอาชีพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยต่อไปในอนาคต อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) จึงให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าที่จำเลยจะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 ขณะกระทำผิดอายุ 18 ปี ยังเป็นวัยรุ่น กระทำผิดด้วยความคึกคะนอง เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ริบของกลาง ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)) ประกอบมาตรา 86 ให้มอบตัวจำเลยที่ 5 ให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของจำเลยที่ 5 ไป โดยวางข้อกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของจำเลยที่ 5 ระวังจำเลยที่ 5 ไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาภายใน 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่จำเลยที่ 5 ฟัง หากจำเลยที่ 5 ก่อเหตุร้ายขึ้น ให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของจำเลยที่ 5 จะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 5 ไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 5 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (2) และ (3) ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย เกิดวันที่ 11 มิถุนายน 2532 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปี ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่เพิงไม้ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 5 กับชายวัยรุ่นอีกหลายคนขับรถจักรยานยนต์ตามไป ผู้เสียหายถูกชายวัยรุ่นดังกล่าว 3 คน ข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ให้ส่งตัวจำเลยที่ 5 ไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่เกินกว่าที่จำเลยที่ 5 จะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 86 ให้มอบตัวจำเลยที่ 5 ให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ระวังจำเลยที่ 5 ไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาภายใน 1 ปี หากจำเลยที่ 5 ก่อเหตุร้าย บิดา มารดา หรือผู้ปกครองจะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 5 ไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (2) (3) ดังนี้ มิใช่การลงโทษจึงถือมิได้ว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 เกิน 2 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า พฤติกรรมของจำเลยที่ 5 เป็นความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความถึงจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับพฤติการณ์ในการร่วมกระทำความผิดแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ บ่งชี้ว่าการเห็นและการจดจำจำเลยที่ 2 ของผู้เสียหายไม่มีความแน่นอนรับฟังเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21623/2556 · ทนอย Thanoy