คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 2171/2554
หลักกฎหมาย
เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.อ. มาตรา 32 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ริบเสียทั้งสิ้น (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2554)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองปืนผ้าใบสีดำของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 500 บาท ของกลางแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองปืนผ้าใบสีดำของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 500 บาท ของกลางแก่เจ้าของ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลาง 500 บาท แก่เจ้าของจำหน่ายคดี สำหรับคำขอให้ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน และซองปืนผ้าใบสีดำของกลางด้วย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจโทสมหมาย เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันการมีส่วนร่วมกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดปฏิบัติการประชุมวางแผนกันแล้ว พันตำรวจโทดุริยะได้มอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อซึ่งเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ ที่นำหมายเลขธนบัตรไปลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้แล้วให้แก่พยาน พยานมอบธนบัตรดังกล่าวให้แก่สายลับ จากนั้นสายลับขับรถจักรยานยนต์ให้พยานนั่งซ้อนท้ายไปที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อไปถึงบริเวณหน้าบ้านจำเลยที่ 1 สายลับจอดรถจักรยานยนต์ห่างจากหน้าบ้านประมาณ 4 ถึง 5 เมตร แล้วลงจากรถจักรยานยนต์ไปติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ส่วนพยานยังคงนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ แต่ระหว่างนั้นบางครั้งพยานก็ลงจากรถไปสูบบุหรี่ ทำทีเหมือนคนไปรอซื้อของด้วย พยานสังเกตเห็นสายลับเข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่ 1 สักครู่ก็ส่งมอบธนบัตรให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ส่งมอบธนบัตรต่อให้จำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 3 นำธนบัตรไปส่งมอบให้จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในบ้าน จำเลยที่ 2 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 3 นำไปให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 จึงนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้สายลับ เมื่อสายลับได้รับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 แล้ว สายลับก็นำมาส่งมอบให้พยาน พยานตรวจดูแล้วเห็นว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนลักษณะเม็ดสีส้มห่อด้วยพลาสติก จึงกดสัญญาณวิทยุสื่อสารแจ้งให้พันตำรวจโทสหรัฐ กับพวกซึ่งซุ่มรออยู่ที่ป้อมยามตำรวจห้วยทรายทองทราบ หลังจากนั้นไม่นานพันตำรวจโทสหรัฐกับพวกก็พากันนำหมายค้นไปตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสาม ดังนี้ เห็นว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดอาญาร้ายแรง ซึ่งโดยวิสัยของคนร้ายจะต้องพยายามปกปิดการกระทำของตนเพื่อไม่ให้คนอื่นมีโอกาสรู้เห็น จึงเป็นการขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่งที่จำเลยทั้งสามจะกระทำการส่งมอบเงินที่สายลับใช้ล่อซื้อและเมทแอมเฟตามีนให้แก่กันเป็นทอด ๆ และอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าสิบตำรวจโทสมหมายดังที่สิบตำรวจโทสมหมายเบิกความ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่า คำเบิกความของสิบตำรวจโทสมหมายที่อ้างว่าเห็นการส่งมอบธนบัตรและเมทแอมเฟตามีนที่มีการกระทำเป็นทอด ๆ โดยการแสดงออกที่ชัดเจนเกินไปเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการแบ่งหน้าที่กันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับด้วยไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง คำเบิกความของพยานปากนี้ยังไม่ประกอบชอบด้วยเหตุผล ยิ่งไปกว่านั้น หากสิบตำรวจโทสมหมายเห็นจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับจริงอย่างชัดแจ้งเช่นนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดซึ่งหน้าที่ได้กระทำต่อหน้าสิบตำรวจโทสมหมายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สิบตำรวจโทสมหมายย่อมมีอำนาจจับจำเลยทั้งสามได้ทันทีโดยไม่จำต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 แต่สิบตำรวจโทสมหมายก็หาได้กระทำไม่ กลับกดสัญญาณวิทยุสื่อสารแจ้งให้พันตำรวจโทสหรัฐกับพวกที่ซุ่มรออยู่นำหมายค้นของศาลไปตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามอีก จึงเป็นการขัดต่อเหตุผล ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีพิรุธ ไม่น่าเชื่อถือว่าจะมีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้จากจำเลยทั้งสามจริง ข้อพิรุธที่สำคัญยิ่งในคดีนี้อีกประการหนึ่ง คือ ตามคำพยานโจทก์ที่นำสืบต่อศาล คือ พันตำรวจโทดุริยะ สิบตำรวจโทสมหมาย จ่าสิบตำรวจโกงการณ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง