คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 21764/2556
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ย่อมต้องแสดงออกโดยผู้แทนของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง อายุความ 1 ปี จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้แทนของโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน มิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5158/2546 ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทว่า ร. ต้องชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศแก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นคนละประเด็นกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ทั้งคำพิพากษาคดีก่อนก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ คำพิพากษาคดีก่อนเพียงแต่วินิจฉัยว่า ร. ไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าในวันที่ศาลในคดีก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ได้ทราบแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์โดยรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ฝ่ายบริหาร) ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจากรายงานของกองนิติการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 จึงไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,080.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 32,331.98 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์โดยรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ฝ่ายบริหาร) ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจากรายงานของกองนิติการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 ไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ย่อมต้องแสดง ออกโดยผู้แทนของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง อายคุวาม 1 ปี จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้แทนของโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนมิใช่นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5158/2546 ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทว่านางรำพันต้องชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศแก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นคนละประเด็นกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ทั้งคำพิพากษาคดีก่อนก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ คำพิพากษาคดีก่อนเพียงแต่วินิจฉัยว่านางรำพันไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าในวันที่ศาลในคดีก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ได้ทราบแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์โดยรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ฝ่ายบริหาร) ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจากรายงานของกองนิติการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 จึงไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาก่อน และเห็นสมควรวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่า จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องตรวจสอบคำขอใช้บริการและเอกสารประกอบคำขอ ซึ่งเป็นมูลเหตุที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ความตรงกันว่า จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ตรวจสอบเอกสารของผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ โดยจำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติตามระเบียบ กฎเกณฑ์ และมาตรฐานเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ยึดถือปฏิบัติตามสัญญาร่วมการงาน คำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและข้อตกลงแนบท้ายสัญญาร่วมการงาน การขอใช้บริการโทรศัพท์ ผู้ขอใช้บริการต้องมีต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านพร้อมสำเนามาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ด้วย หากผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ไม่นำต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดง เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จะไม่รับคำขอใช้บริการ เมื่อพนักงานของจำเลยที่ 2 ตรวจสอบคำขอใช้บริการโทรศัพท์ ต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านพร้อมสำเนาที่แนบมาว่าถูกต้องตรงกันตามที่ผู้ยื่นคำขอนำมายื่นแล้วก็จะส่งคำขอและเอกสารดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบ เมื่อจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้ว เห็นว่าถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติของจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะลงลายมือชื่อในคำขอใช้บริการโทรศัพท์ สำหรับวิธีการใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของโจทก์นั้น ตามสัญญาใช้บริการข้อ 7 หากผู้ขอใช้บริการไม่ทำเครื่องหมายในช่อง 9 ที่ระบุว่า งดเปิดใช้ทางไกลระหว่างประเทศ ก็สามารถใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของโจทก์ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกและผลประโยชน์ทางธุรกิจระหว่างกันเช่นนี้มาตลอด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง กล่าวคือ หากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบหลักฐานในการยื่นคำขอให้รอบคอบเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศได้ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากสูญเสียรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ ย่อมเป็นการละเมิดและผิดสัญญาต่อโจทก์ ในทางกลับกันหากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ตรวจสอบเอกสารถูกต้องแล้วโจทก์ไม่เปิดให้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศให้ผู้ยื่นคำขอ เป็นเหตุให้ผู้ยื่นคำขอฟ้องเรียกค่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง