คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 2191/2541
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ต่างก็เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ต่างวาระกัน มีหน้าที่ดูแลกิจการทั้งหมดของธนาคารโจทก์ให้พนักงานปฏิบัติตามระเบียบของธนาคารที่ได้วางไว้ตลอดถึงการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธนาคารพาณิชย์เมื่อมีการปล่อยสินเชื่อให้กู้ยืมเงิน การค้ำประกันและอาวัลตั๋วเงินไม่เป็นไปตามระเบียบปกติของธนาคาร มิได้เร่งรัดติดตามหนี้สิน หรือดำเนินการใดเพื่อแก้ไขหนี้ดังกล่าวเป็นเหตุให้ธนาคารโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1และที่ 3 ได้ชื่อว่าทำละเมิดต่อโจทก์ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 4 แม้มิใช่เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่แต่มีหน้าที่ดูแลด้านสินเชื่อภายในประเทศ ซึ่งจำเลยที่ 4ได้รับการสรุปภาระหนี้สินของธนาคารโจทก์จาก ป.หลายครั้งเพื่อให้สั่งการ แต่จำเลยที่ 4 ก็มิได้สั่งการแต่ประการใดเป็นเหตุให้ไม่สามารถติดตามหนี้สินจากลูกหนี้ของธนาคารโจทก์ได้ การที่จำเลยที่ 4 ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และระเบียบปฏิบัติของธนาคารโจทก์ จำเลยที่ 4ได้ชื่อว่าทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการประกอบกิจการบริษัทของกรรมการซึ่งอำนาจของกรรมการจะมีเพียงใดย่อมเป็นไปตามมาตรา 1158 ถึง 1164 ส่วนมาตรา 1168 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่ และความรับผิดชอบของกรรมการ ซึ่งมาตรา 1168 วรรคแรก บัญญัติให้กรรมการใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขาย ผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง ส่วนวรรคสองหมายถึง กิจการที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษมาขึ้น หาได้หมายความว่า กรรมการจะต้องร่วมกันรับผิดเฉพาะกิจการ 4 ประการ ที่บัญญัติในวรรคสอง มาตรา 1168 เท่านั้นไม่ เมื่อมาตรา 1168 บัญญัติให้กรรมการทุกคนต้องมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่อง การจะเป็นกรรมการของบริษัทใด กรรมการผู้นั้นจึงต้อง ประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจในการประกอบกิจการของบริษัท นั้นด้วย มิฉะนั้นกรรมการก็ไม่อาจเอื้อเฟื้อสอดส่อง กิจการให้ดีได้ ธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ต้องอาศัยกรรมการผู้มีความรอบรู้ในธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ด้วย เพื่อให้เอื้อเฟื้อสอดส่องกิจการของธนาคารให้ลุล่วงไปด้วยดี การที่ธุรกิจของโจทก์ประสบปัญหามาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2523ไม่ว่าการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่ในระดับไม่พอใช้จนถึงด้อยคุณภาพจัดชั้นเป็นสูญและสงสัยจำนวนสูง การแสดงผลกำไรตั้งแต่ปี 2522 ผิดพลาดเพราะแท้จริงแล้วธุรกิจของโจทก์ ขาดทุนมิใช่กำไร มีการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้บริหารมาก แม้ว่าการให้สินเชื่อดังกล่าวจะไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 12(2) และมาตรา 12 ทวิก็ตาม แต่หนี้ในกลุ่มดังกล่าว หลักประกันไม่คุ้มหรือไม่มีเลยดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7เป็นกรรมการของโจทก์มีหน้าที่ต้องดูแลการบริหารกิจการของโจทก์มิให้เสียหาย กลับปล่อยให้มีการให้สินเชื่อโดยหลักประกันไม่คุ้ม เมื่อหนี้ถูกจัดเป็นหนี้เสียก็มิได้เร่งรัดติดตามหนี้ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะแจ้งให้มีการแก้ไขข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานดังกล่าวจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ก็หาได้ดำเนินการใดเพื่อแก้ไขไม่ ดังนั้นเมื่อตามพฤติการณ์ควรจะรู้ข้อปัญหาดังกล่าว หรือโดยสามัญสำนึกของวิญญูชนผู้ประกอบการค้าเช่นนั้นควรจะพึงรู้ได้ แต่มิได้กระทำการใดเพื่อปกป้องความเสียหายอันจะเกิดแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 มิได้ใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของโจทก์ จะอ้างว่าไม่รับรู้การบริหารงานของโจทก์หรือมิได้มาทำงานเป็นประจำก็ดี ไม่มีหน้าที่ก็ดีเพื่อปัดความรับผิดของตนหาได้ไม่ จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการโจทก์ ระหว่างวันที่ 16กันยายน 2508 ถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2526 จำเลยที่ 5เป็นกรรมการโจทก์ ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2519ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2527 จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการโจทก์ระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม 2523 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2527และจำเลยที่ 7 เป็นกรรมการระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม 2518ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2527 ดังนั้น หน้าที่ในการเอื้อเฟื้อสอดส่องของกรรมการ จึงมีเพียงในช่วงเวลาดังกล่าวการที่จะให้จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 รับผิดในหนี้ที่ก่อหรืออนุมัติภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6และที่ 7 พ้นจากการเป็นกรรมการโจทก์แล้วจึงไม่ชอบ
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 420ป.พ.พ. 1168พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 4พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 9 ทวิพ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 12พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 12 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลเดิมใช้ชื่อว่าธนาคารเอเชียทรัสท์ จำกัด ต่อมากระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาพยุงฐานะของโจทก์และเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบโจทก์จึงเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5ที่ 6 และที่ 7 เป็นกรรมการบริหารของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตามลำดับ จำเลยทั้งเจ็ดจึงเป็นตัวแทนของโจทก์มีอำนาจหน้าที่บริหารงานของโจทก์ อนุมัติสินเชื่อทุกประเภทแก่ลูกค้า เช่น การเบิกเงินเกินบัญชี การกู้ยืมเงินรับอาวัล หรือรับรองตั๋วเงิน การค้ำประกัน การเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและการทำสัญญาทรัสต์รีซีท โดยจะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์และประเพณีปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ระหว่างที่จำเลยทั้งเจ็ดเป็นตัวแทนของโจทก์ดังกล่าว ได้ร่วมกันกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ร่วมกันอนุมัติรับรองค้ำประกันหนี้ของบริษัทเอ.ที.บี. ไฟแนนซ์ จำกัด (ฮ่องกง) และร่วมกันอนุมัติให้สินเชื่อ รับอาวัล หรือรับรองตั๋วเงินและค้ำประกันเพื่อการกู้ยืมเงินแก่บุคคลและบริษัทห้างร้านต่าง ๆ โดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและประเพณีปฏิบัติซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 669,368,771.83 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 632,685,301.60บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 354,377,602.17 บาท และจำนวน 144,553,529.73 บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน335,172,561.12 บาท และต้นเงินจำนวน 134,036,144.84 บาทตามลำดับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 2,308,937,247.29 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 669,368,771.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 632,685,301.60 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 354,377,602.17 บาท และจำนวน 144,553,529.73บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน335,172,561.12 บาท และต้นเงินจำนวน 134,036,144.84 บาทตามลำดับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 2,308,937,247.29 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะหนี้เกี่ยวกับการอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกค้าภายในประเทศโดยให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับลูกหนี้รายที่ 1 ถึงที่ 11 เป็นเงิน 1,382,520,662.43 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับลูกหนี้รายที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นเงิน495,148,301.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 7ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับลูกหนี้รายที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เป็นเงิน 605,653,914.53บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับลูกหนี้รายที่ 1และที่ 2 เป็นเงิน 382,725,670.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อีกด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาประการที่ห้า จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่าจำเลยทั้งเจ็ดไม่ต้องรับผิดตามฟ้องข้อ 6 หนี้ละเมิดและการไม่เอื้อเฟื้อสอดส่องกิจการโจทก์อันเกิดจากการอนุมัติให้สินเชื่อรับอาวัลหรือรับรองตั๋วเงินและการค้าประกันเพื่อการกู้ยืมแก่ลูกค้าภายในประเทศรวม 28 ราย ในข้อนี้โจทก์มีนายปัญญา วัฒนะปรีดา เบิกความว่าเป็นพนักงานของธนาคารโจทก์ตั้งแต่ปี 2517 ต่อมาได้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อและคลังสินค้าสำนักงานใหญ่ หัวหน้าส่วนเร่งรัดหนี้สำนักงานใหญ่ หัวหน้าส่วนประจำฝ่ายสินเชื่อและการตลาดตำแหน่งพนักงานสินเชื่อมีหน้าที่สรุปข้อมูลของลูกค้าเพื่อดำเนินการต่ออายุวงเงินสินเชื่อเพิ่มวงเงินสินเชื่อและขออน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง