คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 2191/2548
หลักกฎหมาย
โจทก์ในฐานะผู้จัดการฝ่ายบริหารของจำเลยกล่าวหาว่า น. และ ม. ลูกจ้างของจำเลยปลอมเอกสารอันเป็นความผิดอาญาและเสนอให้จำเลยดำเนินคดีแก่บุคคลทั้งสอง ทั้งๆ ที่โจทก์ยังตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่ครบถ้วน จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ ผลของการกระทำของโจทก์คือจำเลยได้เลิกจ้าง น. และ ม. โดยไม่จำเลยค่าชดเชยซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของลูกจ้างจำเลย ทำให้ระบบบริหารงานบุคคลของจำเลยเสียหาย และการดำเนินงานของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงานของบุคคลทั้งสองที่ถูกเลิกจ้างต้องหยุดชะงักไปด้วย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยระบุว่าลูกจ้างที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหายจะถูกลงโทษขั้นปลดออกจากงาน แสดงว่าจำเลยมุ่งประสงค์ลงโทษลูกจ้างที่ทำงานประมาทเลินเล่อถึงขั้นเลิกจ้างเฉพาะกรณีทำให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหายเท่านั้น จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายในระบบการบริหารงานบุคคลและการดำเนินงานซึ่งไม่ใช่ความเสียหายเป็นทรัพย์สินตามความประสงค์ของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (3) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามมาตรา 118 (1) แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหารให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุปฏิบัติงานด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เช่นกัน
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 583พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 118พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 119พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 49
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย วันที่ 19 กันยายน 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างเพราะจำเลยต้องการจ้างบุคคลอื่นมาทำงานแทนโจทก์ และจำเลยกับโจทก์มีแนวความคิดในการทำงานขัดแย้งกัน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 30,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 41,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 150,000 บาท และคืนเงินสะสม 4,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เดิมจำเลยจ้างโจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบริหาร มีหน้าที่บริหารงานซึ่งรวมถึงงานการบุคคลด้วย เป็นการจ้างตามที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง แต่ความจริงโจทก์ไม่มีความสามารถตามที่อ้าง กล่าวคือโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์แถลงว่า โจทก์ได้รับเงินสะสม 4,000 บาท จากจำเลยแล้ว ไม่ติดใจเรียกร้องเงินจำนวนนี้อีก ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2546 ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่หัวหน้าแผนกอาคารสถานที่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ไม่มีกำหนดการจ้างแน่นอน วันที่ 18 กันยายน 2546 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ไปสอบถามราคาสินค้าที่นายนเรณทร์ ศรีปานรอด และนายมนฑล ลาภคำนนท์ ลูกจ้างของจำเลยซื้อมาจากร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ โดยไม่นำบิลเงินสดเอกสารหมาย ล.4 และกระปุกซิลิโคนไปให้ร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ ตรวจดู แล้ววินิจฉัยว่า บิลเงินสดเอกสารหมาย ล.4 ออกเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 ระบุว่าซื้อซิลิโคน 1 หน่วยราคา 160 บาท ห่างจากระยะเวลาที่โจทก์สอบถามราคาสินค้าเพียง 6 เดือน แต่นางสาวนิตยา สังหอ ผู้จัดการร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ มีหนังสือเอกสารหมาย จ.1 รับรองว่าไม่มีซิลิโคนชนิดกระปุกราคากระปุกละ 160 บาท ขายมาเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือน แล้ว ย่อมทำให้โจทก์เข้าใจว่าซิลิโคนราคากระปุกละ 160 บาท ไม่มีจำหน่ายจริงในขณะที่ออกสารหมาย ล.4 ส่วนราคาปุ่มวีอาร์และท่อหดตามเอกสารหมาย ล.4 ก็มีราคาสูงกว่าที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.1 มีเหตุผลเพียงพอให้โจทก์เชื่อได้ว่านายนเรณทร์และนายมนฑลผู้ซื้อสินค้าตามเอกสารหมาย ล.4 ทุจริตนำบิลเงินสด ที่มีราคาสูงกว่าความจริงมาเบิกเงินจากจำเลย อันเป็นความผิดวินัยร้ายแรง การที่โจทก์ทำหนังสือขอเลิกจ้างลูกจ้างจำเลยทั้งสองคนตามเอกสารหมาย ล.3 โดยให้เหตุผลและเสนอหลักฐานตามข้อมูลที่ได้รับจากนางสาวนิตยาโดยผ่านการกลั่นกรองและอนุมัติให้เลิกจ้างจากนายสุรสิทธิ์ วรรณารักษ์ ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยทราบก่อนออกหนังสือเลิกจ้างอันเป็นการกระทำตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยโดยชอบ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์เจตนากลั่นแกล้งเลิกจ้างลูกจ้างทั้งสองคน โจทก์ไม่นำบิลเงินสดและกระปุกซิลิโคนไปให้ร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ ตรวจสอบเพื่อไม่ให้ทางร้านรู้ตัวผู้ซื้อและเพื่อหาข้อมูลให้ได้ตามความเป็นจริง เป็นการกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้จำเลยไม่เป็นการประมาทเลินเล่อ หนังสือรับรองของนางสาวนิตยาฉบับหลังตามเอกสารหมาย ล.7 ที่อ้างว่า การออกเอกสารหมาย จ.1 เกิดจากความสับสนเพราะโจทก์ไม่นำใบเสร็จรับเงินและตัวอย่างกระปุกซิลิโคนมาให้ดูมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจรับฟังได้ว่าเอกสารหมาย ล.3 และ จ.1 เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความจริง ไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงได้ว่าข้อมูลที่โจทก์นำมาเลิกจ้างลูกจ้างทั้งสองคนไม่เป็นความจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ โจทก์ไม่มีเจตนาหรือประมาทกล่าวโทษให้ร้ายลูกจ้างทั้งสองคนหลังจากมีคำสั่งเลิกจ้างเพียงสองถึงสามวัน ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างทั้งสองคนก็กลับเข้าทำงานกับจำเลยใหม่ จำเลยไม่ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์ไม่ได้รายงานเท็จในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานก่อนนำเสนอผู้บริหารของจำเลย การกระทำของโจทก์ไม่ใช่การกระทำผิดหน้าที่ ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และไม่ใช่กรณีมีเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่และพาณิชย์ มาตรา 583 ที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 30,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 41,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 20,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์สอบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง