ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 2193/2564

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 กระทำโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือ คำสั่งของจำเลยที่ 2 ในการขายทอดตลาด หรือกระทำโดยทุจริต หรือแม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดอาญา ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดหน่วยลงทุนให้บุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงและบุคคลภายนอกได้นำหน่วยลงทุนดังกล่าวขายคืนให้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไม่สามารถโอนหน่วยลงทุนพิพาทกลับมาเป็นของ ก. ลูกหนี้ของโจทก์ได้ เนื่องจากเป็นหน่วยลงทุนในกองทุนเปิดซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเสนอซื้อหรือเสนอขายได้ตลอด ทำให้ไม่มีหน่วยลงทุนพิพาทของลูกหนี้โจทก์หลงเหลืออยู่ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยให้ชดใช้เงินกลับคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,269,189.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,624,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 (ที่ถูก พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1) ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนหน่วยลงทุนกองทุนเปิด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม 500,000 หน่วย สู่กองทรัพย์สินของนายไกร ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดต่อไป หากจำเลยที่ 2 เพิกเฉยหรือไม่สามารถคืนหน่วยลงทุนพิพาทได้ ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ราคาเป็นเงิน 7,565,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของนายไกร พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด คือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 7,565,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้เสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นำยึดหน่วยลงทุนกองทุนเปิดธนาวรรณ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วันที่ออกใบหุ้น 3 กุมภาพันธ์ 2542 จำนวน 500,000 หน่วย ของนายไกร ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายไกร เด็ดขาดแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ ล.2702/2553 ของศาลล้มละลายกลาง โดยมีการประเมินราคาในวันยึดไว้ 7,565,000 บาท จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยกำหนดนัดขายทอดตลาดไว้ 6 นัด นัดแรกวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ 2 ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทดังกล่าวไปในราคา 500,000 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 สมคบกับบุคคลภายนอกโดยทุจริตในการซื้อขายหน่วยลงทุนพิพาท อันเป็นการกระทำความผิดอาญา จึงมิใช่เป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้" คดีนี้นายชนินทร์ พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 2 ขณะเกิดเหตุเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าของสำนวนในการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท และตามสำเนาคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 756/2558 เรื่อง ลงโทษไล่ข้าราชการออกจากราชการ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งลงโทษไล่จำเลยที่ 1 ออกจากราชการก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ด้วย บ่งชี้ชัดว่าการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทในคดีนี้เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 กระทำโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยที่ 2 ในการขายทอดตลาด หรือกระทำโดยทุจริต หรือแม้หากการกระทำของจำเลยที่ 1 จ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2193/2564 · ทนอย Thanoy