ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 22/2554

หลักกฎหมาย

คณะอนุญาโตตุลาการชุดก่อนได้มีคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกันผู้คัดค้านว่า การที่ผู้คัดค้านในฐานะผู้ได้รับสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 เรียกเก็บค่าผ่านทางเพิ่มเติมตามประกาศกระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นการไม่สอดคล้องกับสัญญาสัมปทาน ต่อมาผู้ร้องได้เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการขอให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าผ่านทางเพิ่มเติมพร้อมดอกเบี้ยที่ได้รับจากประชาชนผู้ใช้ทางให้แก่ผู้ร้องซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการชุดหลังมีคำชี้ขาดว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับเงินค่าผ่านทางระหว่างการปรับเพิ่มอัตราค่าผ่านทาง เพราะชอบด้วยสัญญาและกฎหมาย และให้ผู้ร้องใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการชุดหลัง แต่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยในคดีที่ผู้คัดค้านเป็นผู้ร้องยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นผู้คัดค้านโดยมูลคดีเดียวกับคดีนี้ขอให้พิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในคดีนี้ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินส่วนแบ่งค่าผ่านทางอัตราที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่มีการปรับอัตราค่าผ่านทางเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยจากผู้คัดค้านในคดีนี้ และให้ผู้ร้องในคดีนี้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านในคดีนี้ตามคำเรียกร้องแย้ง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการชุดก่อนย่อมเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณี พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ฯ มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 21 วรรคสี่ ไม่อาจนำข้อโต้แย้งขึ้นสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้อีก การที่ผู้คัดค้านนำข้อพิพาทเรื่องเดียวกันมายื่นเรียกร้องแย้งต่อคณะอนุญาโตตุลาการชุดหลัง เพื่อให้ชี้ขาดซ้ำอีก ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะทำลายหลักการสำคัญของมาตรา 23 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้คำชี้ขาดเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีโดยสิ้นเชิงไร้ประสิทธิผลโดยปริยาย การที่คณะอนุญาโตตุลาการชุดหลังมีคำชี้ขาดข้อพิพาทเดียวกันใหม่จึงไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งใช้บังคับอยู่ขณะชี้ขาดและศาลฎีกาในคดีดังกล่าวพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านในคดีนี้ และเมื่อคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการชุดก่อนย่อมเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ฯ มาตรา 22 วรรคหนึ่งและคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการชุดหลังไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ฯ มาตรา 23 วรรคหนึ่ง กรณีหาจำต้องมีคำสั่งศาลฎีกาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการชุดหลังอีกไม่ ทั้ง ป.วิ.พ. มาตรา 144 มีบทบัญญัติห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกรณีจึงไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการชุดหลังตามคำขอของผู้ร้องอีกการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องเป็นการชอบแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยทั้งมวลในคดีนี้เปลี่ยนแปลงไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

เดิมผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2531 ผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาก่อสร้างโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 เมื่อก่อสร้างตามโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2536 กระทรวงมหาดไทยออกประกาศกระทรวงมหาดไทย กำหนดอัตราค่าผ่านทางเป็นสองบัญชีบัญชีหมายเลข 1 กำหนดอัตราค่าผ่านทางสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ ตอนด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษถนนรัชดาภิเษกถึงด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษคลองประปา 2 และทางสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ตอนด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษคลองประปา 2 ถึงด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษถนนอโศก บัญชีหมายเลข 2 ทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ ตอนด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษถนนแจ้งวัฒนะถึงด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษถนนรัชดาภิเษก เนื่องจากสัญญาข้อ 11.3 กำหนดให้มีการปรับปรุงอัตราค่าผ่านทางทุก ๆ ระยะ 5 ปี ตามดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคและอัตราเงินเฟ้อโดยปรับเศษเป็นจำนวนเต็ม 5 บาท แต่ต้องไม่เกิน 10 บาท ในระยะเวลา 15 ปีแรกของการให้สัมปทาน ผู้ร้องเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 เรื่องกำหนดให้ทางพิเศษสายดินแดง - ท่าเรือ สายบางนา - ท่าเรือ สายดาวคะนอง - ท่าเรือ สายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ตอนด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษคลองประปา 21 ถึงด่านเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษถนนอโศก 1 เป็นทางต้องเสียค่าผ่านทางพิเศษ กล่าวคือให้มีการปรับอัตราค่าผ่านทางเพิ่มโดยประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2541 ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคมมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ทบทวนปรับอัตราค่าผ่านทางตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 เนื่องจากมีความเห็นว่าเป็นการปรับราคาเกินกว่าสัญญาที่ระบุไว้ว่าจะปรับราคาได้ไม่เกินครั้งละ 10 บาท สำหรับทางด่วนทั้งระบบ ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม 2541 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกประกาศกระทรวงมหาดไทยยกเลิกประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 และกำหนดค่าผ่านทางใหม่ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 ผู้คัดค้านยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม 2541 ขัดต่อสัญญาและไม่ตรงกับเจตนาของคู่สัญญาที่ตกลงไว้ในสัญญาข้อ 11.3 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2542 ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวสอดคล้องและตรงตามเจตนาของคู่สัญญา และขอให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าผ่านทางที่รับเกินไปจากผู้ร้องในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2541 เป็นเงิน 29,240,041 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.75 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2542 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า การเรียกเก็บค่าผ่านทางตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสัญญาข้อ 11.3 ส่วนกรณีที่ผู้ร้องขอให้คืนเงินที่รับเกินไปนั้น คณะอนุญาโตตุลาการยังไม่มีอำนาจพิจารณาเพราะยังไม่ได้เสนอต่อคณะผู้พิจารณาเป็นการขัดต่อสัญญาข้อ 27.1 จึงให้ยกคำขอให้คืนเงิน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่อคณะผู้พิจารณาตามสัญญาเพื่อวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าผ่านทางส่วนที่รับไว้เกินจำนวน 29,240,041 บาท คณะผู้พิจารณาให้คู่สัญญาเจรจากัน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงให้ยุติการพิจารณาและให้คู่สัญญานำข้อพิพาทไปดำเนินการตามสัญญาในชั้นอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 32/2543 ขอให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าผ่านทางที่รับเกินไปดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านปฏิเสธการจ่ายเงินและเรียกร้องแย้งให้ผู้ร้องชำระค่าเสียหายโดยคำนวณจากผลต่างของอัตราค่าผ่านทางระหว่างประกาศการปรับอัตราค่าผ่านทางฉบับใหม่กับประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม 2541 คำนวณถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2543 เป็นเงิน 360,898,617 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาข้อ 25.6 แก่ผู้คัดค้าน พร้อมค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะออกประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับใหม่ปรับค่าผ่านทางให้สอดคล้องกับสัญญา เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2544 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 45/2545 ว่า เงินค่าผ่านทาง 29,240,041 บาท ซึ่งผู้คัดค้านได้รับจากผู้ร้องชอบด้วยสัญญาและชอบด้วยกฎหมายตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ให้อำนาจผู้ร้องที่จะคืนเงินค่าผ่านทางให้แก่ผู้ใช้ทาง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยจากผู้คัดค้าน ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง เนื่องจากประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม 2541 ไม่สอดคล้องตามสัญญา ผู้คัดค้านจึง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22/2554 · ทนอย Thanoy