คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 22020/2555
หลักกฎหมาย
ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554 มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา 14 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด... เป็นเจ้าพนักงานออกบัตร เจ้าพนักงานตรวจบัตร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องระวางโทษ..." ต่างจากมาตรา 14 วรรคสาม เดิม ที่บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด... เป็นเจ้าพนักงาน ไม่ว่าจะมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ..." จึงถือว่าจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใหญ่บ้านเป็นเพียงเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ไม่ใช่เจ้าพนักงานออกบัตร เจ้าพนักงานตรวจบัตร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4 อันจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กฎหมายใหม่ส่วนนี้จึงเป็นคุณมากกว่า และนอกจากนั้นความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ตามกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่เป็นความผิดตาม มาตรา 14 (2) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีระวางโทษน้อยกว่ามาตรา 14 (1) เดิม ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องรวมทั้งกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้า ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267 ประกอบ มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) วรรคสอง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 4 เดือน 15 วัน และจำเลยที่ 3 คงจำคุก 9 เดือน ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ชอบหรือไม่ และฟ้องโจทก์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในเรื่องความผิดต่อพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) (6) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแยกกันชัดเจนเป็น 2 กระทง กระทงแรกตามฟ้องข้อ ก. เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 และนายนัดสรี ร่วมกันกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และฐานทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ ส่วนกระทงที่ 2 ตามฟ้องข้อ ข. เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน กับจำเลยที่ 2 ที่ 5 และนายนัดสรี ร่วมกันแจ้งข้อความและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการที่นายนัดสรีแสดงตัวเป็นนายอนุชายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่อ้างว่าบัตรเดิมสูญหาย โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้รับรอง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และ นายนัดสรี กระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในสำเนาทะเบียนบ้าน และฐานแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบตามฟ้องข้อ ก. ด้วยแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง กับฟ้องโจทก์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามฟ้องข้อ ข. เป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง และมาตรา 14 (1) วรรคสาม โจทก์ไม่จำต้องระบุอนุมาตราหรือวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง ตรงตามโจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง