ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 2205/2540

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่2ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่2โจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่2ส่วนจำเลยที่2ไม่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่2ดังนี้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้กระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของจำเลยที่2ดังนั้นจำเลยที่2จึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้ถึงแม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่2ไว้ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ การดำเนินการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด พ.ศ.2530อยู่ในอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่2ตามประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่216เรื่องปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมข้อ19ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่216อีกหลายฉบับต่อมามีการยกเลิกประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่216โดยพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมพ.ศ.2534และบัญญัติอำนาจหน้าที่นี้ของจำเลยที่2ไว้ในมาตรา19จำเลยที่2จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบการปฎิบัติงานของทางการพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยที่1ให้เป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายรวมตลอดถึงการเวนคืนที่ดินและการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ที่ถูกเวนคืนอันอยู่ภายในกรอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่2เมื่อโจทก์ผู้ถูกเวนคืนโต้แย้งว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนเวนคืนที่ดินของโจทก์ไม่ถูกต้องเป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่2ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่1ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินของโจทก์ทั้งเก้าในวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ.2530มีราคาตารางวาเท่าใดศาลฎีกาจึงเห็นสมควรพิจารณากำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่จะต้องถูกเวนคืนตามเหตุผลที่ควรจะเป็นโดยพิจารณากำหนดค่าทดแทนจากหลักเกณฑ์ทั้ง5ประการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21 ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาที่สูงเกินไปกว่าราคาที่โจทก์กล่าวในอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา26วรรคสามมาตรา10วรรคสองและมาตรา11วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนเมื่อวันที่30ตุลาคม2532นับแต่วันดังกล่าวไปอีก120วันซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยที่1จะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งเก้าคือวันที่27กุมภาพันธ์2533อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามความในมาตรา26วรรคสามโจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าวในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินส่วนจะได้รับในอัตราเท่าใดนั้นต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราและไม่เกินจำนวนเงินตามคำของโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งเก้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2873 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวาจำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดจำเลยที่ 2 เมื่อปี 2530ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรีและเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานครพ.ศ. 2530 เพื่อดำเนินการสร้างทางด่วนพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในเขตที่จะต้องถูกเวนคืน เนื้อที่ 2,458 ตารางวา จำเลยทั้งสองได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งเก้าไม่เป็นธรรมโจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2534โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบด้วยกับจำนวนเงินค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสองกำหนดให้ ที่ดินของโจทก์ทั้งเก้าตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในขณะที่ถูกเวนคืนตารางวาละ 50,000 บาท คิดเป็นเงิน122,900,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มแก่โจทก์ทั้งเก้า 110,313,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยประเภทเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่มีการจ่ายเงินค่าทดแทนในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2532 จนถึงวันฟ้อง16,622,024.27 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน126,935,024.27 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปีจากต้นเงิน 110,313,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งเก้าไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้กำหนดค่าทดแทนให้ด้วยความเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายโดยใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9, 21 (2) (3) โจทก์ทั้งเก้าไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามฟ้อง หากจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยก็ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 59,681,214 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเก้า ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มอีก 71,971,213.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินค่าทดแทนที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 16,662,014บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้กระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของจำเลยที่ 2 ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้ ถึงแม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ คดีจึงเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะตามฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าและของจำเลยที่ 1 เท่านั้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าเป็นประการแรกว่า โจทก์ทั้งเก้ามีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ในปัญหาดังกล่าวเห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด พ.ศ.2530 มาตรา 6 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 2 รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ และในฐานะดังกล่าวพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530 มาตรา 9, 23 และ 25 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ไม่พอใจในราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการตามมาตรา 9 หรือ 23 กำหนด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังเป็นผู้รักษาการ ตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 290 ซึ่งเป็นกฎหมายจัดตั้งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 1 ขึ้น ให้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีทางพิเศษโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่ดูแลให้การดำเนินเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการดำเนินการในฐานะต่าง ๆ เป็นการดำเนินการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และในกิจการของกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 2 ด้วยดั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2205/2540 · ทนอย Thanoy