คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534
ฎีกาที่ 222/2534
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2,3 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ และจำเลยที่ 3เป็นกรรมการรับเงินจากโจทก์ในฐานะดังกล่าว ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2,3 ออกเช็คแทนจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสามปฏิบัติต่อเจ้าของเงินที่จำเลยที่ 2,3 รับเงินมารายอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติต่อโจทก์ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลเจตนาของนิติบุคคลย่อมแสดงออกทางผู้แทนนิติบุคคล เมื่อผู้แทนนิติบุคคลได้แสดงเจตนาซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลแล้ว ต้องถือว่าเป็นเจตนาของนิติบุคคล และผูกพันนิติบุคคล พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามทำให้บุคคลภายนอกเชื่อ ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2,3 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ตลอดมา การที่จำเลยที่ 2,3 รับเงินจากโจทก์ แล้วไม่ได้มอบหรือนำเข้าบัญชีให้จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นเรื่องที่ตัวแทนไม่ส่งมอบทรัพย์ให้ตัวการ ดังนี้จำเลยที่ 1 จะอ้างเอาการที่จำเลยที่ 2,3 ซึ่งเป็นตัวแทนของตน กระทำการทุจริต หรือไม่ส่งมอบเงินแก่ตนนั้นมาบอกปัดความรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตหาได้ไม่.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 เคยนำเงินไปฝากกับจำเลยที่ 1 เพื่อรับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี หลายครั้ง เมื่อวันที่ 13กันยายน 2526 โจทก์นำเงินจำนวน 500,000 บาท วันที่ 14 พฤศจิกายน2526 จำนวน 800,000 บาท และวันที่ 22 กันยายน 2526 จำนวน 100,000บาท ไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ และมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1ในการรับฝากเงินจากโจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารมหานคร จำกัด สำนักงานใหญ่ ลงวันที่ 13 มีนาคม 2527 จำนวนเงิน 400,000 บาท และจำนวนเงิน100,000 บาท เลขที่ 528462 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2527 จำนวนเงิน800,000 บาท และลงวันที่ 22 กันยายน 2527 จำนวนเงิน 100,000 บาทเพื่อชำระหนี้คืนเงินฝากแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันกับโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คในฐานะตัวแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการมอบเช็คให้แก่โจทก์ก็บรรจุใส่ซองมีตราของจำเลยที่ 1 ประทับอยู่และแต่ละเดือนพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้นำดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ14.5 ต่อปีของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับมามอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นค่าผลประโยชน์ตอบแทนในการที่โจทก์ฝากเงินกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับฝากเงินและลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คได้กระทำในฐานะตัวแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1ฉะนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนเงินฝากตามเช็คพร้อมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยเงินฝากตามเช็คทั้งสี่ฉบับแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 และเมื่อเช็คทั้งสี่ฉบับถึงกำหนดชำระโจทก์นำเช็คทั้งสี่ฉบับเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัดสาขาเยาวราช เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับคืนเงินฝากจำนวน 1,400,000 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น1,626,683.32 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน1,626,683.32 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,400,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับฝากเงินจำนวน1,400,000 บาทจากโจทก์ และที่ทำการของจำเลยที่ 1 ไม่เคยเปิดทำการเพื่อรับฝากเงินจากประชาชนโดยการออกเช็คเพื่อชำระเงินคืนตามฟ้องของโจทก์ แต่ที่ทำการของจำเลยที่ 1 เปิดทำการเพื่อรับเงินหรือกู้ยืมเงินจากประชาชน โดยจำเลยที่ 1 จะต้องออกเอกสารการกู้ยืมหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้โดยไม่จ่ายส่วนลดเท่านั้น จำเลยที่ 1ไม่เคยออกเช็คสี่ฉบับตามฟ้อง เพื่อชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ แต่เป็นเช็คที่ธนาคารมอบให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 2ที่ 3 ได้เปิดบัญชีเป็นการส่วนตัวไว้กับธนาคารตามเช็ค เพื่อใช้ในกิจการส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ที่ 3 โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการของจำเลยที่ 1 หากเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 จะต้องมีการประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ทุกครั้งจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการประเภทบริษัทเงินทุน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ตามที่กำหนด จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพียง 2 ประการคือ 1. ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา 2. ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพียงการกู้ยืมหรือรับเงินจากประชาชน โดยจะต้องออกเอกสารการกู้ยืมเงินหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 2526 และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ เท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากเงินจากประชาชนเพราะขัดต่อกฎหมายดังกล่าว และขัดต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 4 และมาตรา 8 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับฝากเงินจากโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้กระทำการภายในขอบอำนาจวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่เคยมอบหมายหรือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจรับฝากเงินจากโจทก์แล้วออกเช็คชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ และจำเลยที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง