ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 2265/2539

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทให้จำเลยนำสืบก่อนแล้วให้โจทก์สืบแก้ก่อนสืบพยานจำเลยก็อ้างเหตุว่าเนื่องจากจำเลยได้นำส่งหมายเรียกพยานเอกสารให้แก่ธนาคารที่จำเลยอ้างในคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมว่าจำเลยไม่สามารถทราบได้ว่าจะต้องนำเอกสารดังกล่าวมาสืบพยานต่อศาลโดยเข้าใจว่าเอกสารดังกล่าวได้ถูกธนาคารทำลายและจำเลยได้ปิดบัญชีแล้วซึ่งขัดต่อความเป็นจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยไม่สามารถทราบได้ว่าจะต้องนำหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตนหรือไม่สามารถทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่และไม่ใช่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีซึ่งแม้จะอนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมและนำสืบฟังได้ก็หาได้มีผลให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมแต่อย่างใดกรณีจึงไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องสืบพยานดังกล่าวนั้น จำเลยผิดสัญญาและค้างชำระค่าที่ดินและบ้านพิพาทจำนวนแก่โจทก์ตามฟ้องจำเลยจึงต้องชำระเงินส่วนนี้ให้โจทก์ส่วนคำขอของโจทก์ที่ว่าถ้าจำเลยไม่ชำระให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทคืนโจทก์โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆนั้นพอแปลได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาเมื่อกรณีเป็นสัญญาต่างตอบแทนและตามสัญญาซื้อขายก็ไม่ได้กำหนดว่าเงินที่จำเลยชำระแล้วให้ริบดังนั้นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมโจทก์จึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้ให้จำเลย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2533 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 107516 พร้อมบ้านเลขที่ 1723/3 จากโจทก์ในราคา1,500,000 บาท จำเลยชำระเป็นเงินสด 120,000 บาท และออกเช็ครวม 2 ฉบับ ให้โจทก์ฉบับแรกจำนวนเงิน 880,000 บาท สั่งจ่ายวันที่ 6 พฤศจิกายน 2533 และฉบับที่สองจำนวนเงิน 400,000 บาทสั่งจ่ายวันที่ 20 เมษายน 2534 ตกลงกันว่า ถ้าผิดนัดจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนโจทก์ โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบโฉนดที่ดินพร้อมบ้านให้จำเลยแล้ว จำเลยชำระราคาให้โจทก์เพียง 1,000,000 บาท ยังค้างชำระอยู่อีก 400,000 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่20 เมษายน 2534 ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 445,513 บาท แก่โจทก์และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาทนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยไม่ชำระให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 107516 พร้อมบ้านเลขที่ 1723/3คืนโจทก์โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าจำเลยไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทและชำระราคารวมทั้งออกเช็คให้โจทก์ตามสำเนาสัญญาท้ายฟ้อง โจทก์มอบโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจให้จำเลย แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจมิได้กรอกข้อความเจ้าพนักงานที่ดินจึงปฏิเสธการจดทะเบียน จำเลยติดต่อโจทก์โจทก์ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยในวันที่14 พฤศจิกายน 2533 ประมาณวันที่ 7 ถึง 10 พฤศจิกายน 2533ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระราคาตามเช็คฉบับแรกสามีโจทก์ได้มาขอรับเงินสดจำนวน 880,000 บาท จากจำเลยและตกลงให้จำเลยชำระราคาส่วนที่เหลือจำนวน 400,000 บาท ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งจำเลยได้ชำระราคาส่วนที่เหลือดังกล่าวให้โจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 ประมาณวันที่7 ถึง 10 พฤศจิกายน 2533 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระราคาตามเช็คฉบับแรกสามีโจทก์ได้มาขอรับเงินสดจำนวน 880,000 บาท จากจำเลยและตกลงให้จำเลยชำระราคาส่วนที่เหลือราคา 400,000 บาทในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งจำเลยได้ชำระราคาส่วนที่เหลือดังกล่าวให้โจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินครบถ้วนแล้ว โดยระบุในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในราคา500,000 บาท ตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน แต่โจทก์มิได้คืนเช็คทั้งสองฉบับให้จำเลย โจทก์ไม่เคยทวงถามจำเลยให้ชำระราคาส่วนที่เหลือ โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง หลังจากศาลชั้นต้นสืบพยานคู่ความเสร็จแต่ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีไม่มีเหตุสมควรและไม่จำเป็นจะต้องสืบพยานจำเลยที่ระบุเพิ่มเติมมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 20 เมษายน 2534แก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 45,513 บาทถ้าไม่ชำระให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 107516พร้อมบ้านเลขที่ 1723/3 คืนโจทก์โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นถ้าไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่เฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เรียกเก็บเกินมาจำนวน 687.50 บาทให้คืนแก่จำเลย โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ยุติว่า จำเลยทำสัญญาซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากโจทก์ในราคา1,400,000 บาท ชำระเงินให้โจทก์ในวันทำสัญญา 120,000 บาทส่วนที่เหลือจำเลยออกเช็คล่วงหน้าให้โจทก์ไว้ 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงินจำนวน 880,000 บาท และ 400,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.2 ต่อมาโจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลยและได้รับเงินตามเช็คจำนวน 880,000 บาท จากจำเลยแล้วปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยได้ชำระเงินจำนวน400,000 บาท ตามเช็คฉบับที่สองตามเอกสารหมาย ล.1 ให้โจทก์แล้วหรือไม่ และที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมตามคำร้องลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2536 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่นั้นชอบหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาในประการหลังนี้ก่อน และเห็นว่า เป็นความจริงดังที่โจทก์ฎีกาว่าศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2265/2539 · ทนอย Thanoy