คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 2284/2547
หลักกฎหมาย
เหตุผลตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างเป็นเพียงข้อตกลงและมีผลต่อกันว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยครอบครองและทำการจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหาย อันเป็นพฤติการณ์แห่งข้อเท็จจริงในการที่จำเลยได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์นี้ แม้ผู้เสียหายจะอนุญาตหรือยินยอมให้จำเลยกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์ของผู้เสียหายที่จำเลยครอบครองอยู่นั้นได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่การครอบครองทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยจะกลายเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ทันที เมื่อจำเลยกระทำการเบียดบังเอาทรัพย์หรือราคาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของจำเลยโดยมีเจตนาทุจริตตามบทบัญญัติใน ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ฉะนั้น การที่ผู้เสียหายไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ จึงหาใช่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์แต่อย่างใดไม่ จากข้อความที่ปรากฏในเอกสารได้ความแต่เพียงว่า เงินค่าราคาสินค้าที่จำเลยรับมาจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายมีจำนวน 94,729 บาท จำเลยจะนำมาส่งคืนให้ผู้เสียหายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อความหรือพฤติการณ์ใดเลยว่า ผู้เสียหายได้ตกลงยินยอมที่จะไม่ดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่จำเลยได้กระทำขึ้นให้ระงับหรือเลิกกันไป สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 238,329 บาท (ที่ถูก 238,249 บาท) จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 14 กระทง เป็นจำคุก 14 เดือน ให้จำเลยคืนโทรทัศน์สี 8 เครื่อง และตู้เย็น 6 ใบ แก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 94,729 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม 2539 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยเบิกโทรทัศน์สีของผู้เสียหายไปขาย 8 เครื่อง ราคา 58,639 บาท และจำเลยเบิกตู้เย็นจากผู้เสียหายไปขาย 6 ใบ ราคา 36,090 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 14 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุเป็นที่สงสัยตามสมควรจึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอฟังลงโทษจำเลยได้เพราะการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 จำเลยเห็นว่าพฤติการณ์ของข้อเท็จจริงตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึงข้อ 1.43 นั้น จะต้องเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่อนุญาต แต่ในกรณีของคดีนี้ผู้เสียหายได้อนุญาตให้จำเลยมีสิทธิได้โดยชอบด้วยกฎหมายในการจำหน่ายสินค้า รวมทั้งทำสัญญาเช่าซื้อและเก็บเงินตามเอกสารหมาย จ.2 ให้สิทธิจำเลยที่จะปฏิบัติต่อสินค้าของโจทก์ จึงเป็นการผูกนิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง จำเลยไม่ได้มีเจตนาทุจริต และหากผู้เสียหายเสียหายจริงก็ชอบที่จะได้รับการบรรเทาค่าเสียหายในทางคดีแพ่งโดยจำเลยมีเงินประกันการขายตั้งแต่ปี 2538 อีกร้อยละ 10 นั้น เห็นว่า เหตุผลตามที่จำเลยยกขึ้นมาในฎีกาข้อนี้ตามที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงข้อตกลงและมีผลต่อกันว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยครอบครองและทำการจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายตามรายการสินค้าในคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 อันเป็นพฤติการณ์แห่งข้อเท็จจริงในการที่จำเลยได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำความผิดฐายักยอกทรัพย์นี้ แม้ผู้เสียหายจะอนุญาตหรือยินยอมให้จำเลยทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์ของผู้เสียหายที่จำเลยครอบครองอยู่นั้นได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่การครอบครองทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยจะกลายเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ทันที เมื่อจำเลยกระทำการเบียดบังเอาทรัพย์หรือราคาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของจำเลยโดยมีเจตนาทุจริต ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ฉะนั้น การที่ผู้เสียหายไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ จึงหาใช่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์แต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้จากการนำสืบของโจทก์และจำเลยนั้นรับกันฟังได้แล้วว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ครอบครองสินค้าของผู้เสียหายตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 ซึ่งจำเลยจะอยู่ในฐานะคู่ค้าหรือฐานะอี่นใดก็ตาม และจากข้อตกลงต่าง ๆ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกา คือข้อตกลงในข้อ 2, 3, 4, 5, 9, 10 และข้อ 16 ในเอกสารหมาย จ.2 นั้น ก็เป็นเพียงการที่ผู้เสียหายให้สิทธิจำเลยจะทำการจำหน่ายและรับผิดต่อสินค้าของผู้เสียหายที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยได้ดังกล่าวมาแล้ว แต่เมื่อตามคำฟ้องและจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบโดยเฉพาะคำเบิกความของนายเสน่ห์ สุทธิช่วย ประกอบกับเอกสารหมาย จ.5 นั้น มีเหตุผลและน้ำหนักให้น่ารับฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยต้องกันมาว่า เมื่อจำเลยได้รับมอบการครอบครองสินค้าของผู้เสียหายตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 มาแล้วนั้น จำเลยได้กระทำการเบียดบังเอาราคาค่าสินค้าดังกล่าวเหล่านั้นไปเป็นของจำเลยเสียเองโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว ส่วนการที่ผู้เสียหายให้จำเลยหาหลักประกันมาค้ำประกันการรับมอบสินค้าของผู้เสียหายไปจำหน่ายนั้นมีผลเพียงว่าจำเลยจะได้เป็นผู้ที่น่าไว้วางใจสำหรับผู้เสียหายที่ผู้เสียหายจะมอบสินค้าของตนให้จำเลยไปครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อผูกพันที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ในทางแพ่งก็เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันทั่ว ๆ ไปในทางการค้า หากว่าจำเลยกระทำการไปโดยทุจริต แต่การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในเอกสารหมาย จ.2 ดังกล่าว การกระทำของจำเลยอาจเป็นเพียงการผิดสัญญาในสัญญาทางแพ่งก็ได้และอาจจะเป็นความรับผิดในทางอาญาก็ได้ หากคดีได้ความว่า จำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาราคาสินค้าของผู้เสียหายเป็นของตนดังกล่าวมาข้างต้น สรุปแล้วพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง