ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 2286/2545

หลักกฎหมาย

สัญญาณโทรศัพท์เป็นกรรมวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในสายลวดไปเข้าเครื่องที่ศูนย์ชุมสายประจำภูมิภาคของการสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เสียหาย แล้วแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นวิทยุส่งไปยังเครื่องรับปลายทางในต่างประเทศ เครื่องรับปลายทางจะแปลงสัญญาณกลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดที่จำเลยต่อพ่วงเป็นตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากสายโทรศัพท์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ต่อผู้เสียหายรายเดียวกันลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกันและมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกัน แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลากัน มิได้กระทำต่อเนื่องติดต่อกัน และหลังจากกระทำแต่ละครั้งบรรลุวัตถุประสงค์สมดังเจตนาแล้ว จำเลยก็เลิกกระทำโดยถอดเครื่องโทรศัพท์ออกจากสายสัญญาณโทรศัพท์ที่ต่อพ่วงเชื่อมติดกันไว้อันเป็นการเลิกกระทำความผิดในครั้งนั้น ๆ โดยเด็ดขาด การกระทำความผิดครั้งต่อไปต้องนำเครื่องโทรศัพท์ไปพ่วงกับสายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายใหม่ทุกครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกันอันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ ความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11,12(1),18 วรรคสอง,48,62 วรรคหนึ่ง,81 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก,336 ทวิ มิได้เกี่ยวพันกัน ทั้งการที่จะบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) จะต้องเป็นกรณีที่หลังจากลดโทษแต่ละกระทงความผิดแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นที่จะลงแก่จำเลยเกิน 20 ปี มิใช่วางโทษทุกกระทงก่อนเมื่อเกิน 20 ปี จึงลงโทษจำคุกได้เพียง 20 ปี แล้วจึงลดโทษภายหลัง กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 91(2)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2542เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าว เชื้อชาติ และสัญชาติเยอรมันเข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ไม่เดินทางเข้ามาตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่า สถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลาที่รัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ไม่ยื่นรายการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังจากจำเลยเข้ามาแล้ว จำเลยอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์หลายกรรมต่างกันกล่าวคือ เมื่อวันที่ 29, 31 กรกฎาคม 2542 วันที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 9, 10, 12, 14, 16และ 17 สิงหาคม 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงและหลังเที่ยง จำเลยลักเอาคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เสียหาย โดยนำเครื่องโทรศัพท์ไปพ่วงกับสายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหาย และกดหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อไปต่างประเทศรวม 16 ครั้ง โดยทุจริตคิดเป็นเงิน 26,703.50 บาท ในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยใช้รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ภูเก็ต ธ - 0741 เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและหลบหนี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 334, 335, 336 ทวิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4,11, 12, 18, 58, 62, 81 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ และให้จำเลยใช้หรือคืนเงิน 26,703.50 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1), 336 ทวิการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 14 วัน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 14 วัน ฐานไม่มีหนังสือเดินทาง (ที่ถูกฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทาง) จำคุก14 วัน (ที่ถูกความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 11, 12(1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกกระทงละ 14 วัน รวมสองกระทงจำคุก 28 วัน) ฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ(ที่ถูกฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ) จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือนรวม 16 กระทง รวมจำคุกทั้งสิ้น 24 ปี 1 เดือน 12 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 21 วัน ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ และให้จำเลยใช้หรือคืนเงิน 26,703.50 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เข้าตามช่องทางที่รัฐมนตรีกำหนด ฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัว ฐานคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522มาตรา 11, 12(1), 18 วรรคสอง, 48, 62 วรรคหนึ่ง, 81 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษแต่เฉพาะฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทาง ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษฐานเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ให้จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ให้ยกโทษจำคุกในความผิดฐานคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกที่ว่า การที่จำเลยแอบต่อพ่วงใช้สัญญาณโทรศัพท์โดยไม่ได้รับอนุญาตและแอบใช้สัญญาณโทรศัพท์โทรไปยังต่างประเทศโดยเจตนาจะไม่ชำระค่าใช้โทรศัพท์เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการต่อใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเอาคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เสียหาย โดยนำเครื่องโทรศัพท์ไปพ่วงกับสายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายจากนั้นจำเลยกดเลขหมายโท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2286/2545 · ทนอย Thanoy