คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2530
ฎีกาที่ 2289/2530
หลักกฎหมาย
น. ขับรถบรรทุกของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างบรรทุกลัง คอนเทนเนอร์ของบริษัท ช. ซึ่งรวมกับความสูงของรถบรรทุกแล้ว สูง 4.90 เมตรมาตามถนนราชปรารภมุ่งหน้าไปรังสิต เมื่อจะลอดใต้ สะพานลอยสำหรับให้คนข้ามถนนที่จำเลยสร้างขึ้นและติดป้ายแสดงความสูงว่า 5 เมตรแต่ความจริงส่วนที่ใกล้เกาะกลางถนนมีความสูงจากพื้นถนน 4.90 เมตรน. ให้ ท. คนท้ายรถลงจากรถไปคอยดู ว่ารถจะแล่นลอดใต้ สะพานไปได้หรือไม่ แล้ว น. ขับรถไปช้า ๆ ตามคำสั่งของ ท.เมื่อท.บอกให้หยุด น. ได้เหยียบห้ามล้อหยุดรถทันที แต่แรงเฉื่อย ของสินค้าที่บรรทุกหนักทำให้รถแล่นไปอีกและส่วนสูงสุดของสินค้าเฉี่ยว ชนคานสะพานลอยสินค้าที่โจทก์รับจ้างบรรทุกมาเสียหาย การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ความระมัดระวังแล้ว การที่จำเลยได้ทำการเสริมถนนให้เป็นหลังเต่า สูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อป้องกันน้ำท่วมทำให้ความสูงของสะพานลอยน้อยกว่า 5 เมตร และจำเลยไม่ได้เปลี่ยนป้ายบอกความสูงของสะพานที่เกิดเหตุให้ตรงกับความเป็นจริง ทำให้ น. เชื่อ ว่าสะพานนั้นมีความสูง 5 เมตร ตามที่ปิดป้ายบอกไว้เช่น สะพานลอย6 สะพานที่ น. ขับลอด ผ่านมาแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการประมาทเลินเล่อจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัท ช. การที่ น. มิได้ขับรถในช่องทางเดินรถด้านซ้าย ซึ่งติดกับขอบทางเท้าแต่ขับคร่อมเส้นแบ่งครึ่งช่องทางเดินรถช่องซ้าย และช่องขวาและบรรทุกสินค้าสูงกว่า 3 เมตร จากพื้นถนนโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร อันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 4(พ.ศ. 2522) ข้อ 1(3) ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ. จราจรทางบกพ.ศ. 2522 จนเป็นเหตุให้เกิดชนคานใต้ สะพานลอยนั้นเป็นเพียงความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกซึ่งมิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดการละเมิดดังกล่าว และรถบรรทุกสิ่งของอาจจะบรรทุกสิ่งของสูงเกินกว่า 3 เมตรได้หากได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การที่โจทก์ใช้รถบรรทุกคอนเทนเนอร์สูงเกินกว่า 3 เมตร จึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมายที่บัญญัติห้ามโดยเด็ดขาด โจทก์จึงมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนวิศวกรรมจราจร จัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ฯลฯ ได้ก่อสร้างสะพานลอยสำหรับประชาชนใช้เดินทางข้ามถนนซึ่งจำเลยต้องประกาศว่าระดับความสูงของสะพานลอยมีความสูงจากผิวจราจรเท่าใด เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนหรือผู้ขนส่งของที่มีความสูงแต่สะพานลอยสำหรับคนเดินข้ามถนนที่ถนนราชปรารถ จำเลยได้เขียนป้ายประกาศแจ้งความสูงของสะพานไว้ว่าสูง 5 เมตร ทั้ง ๆที่มีความสูงจริงไม่ถึง 5 เมตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2524 เวลากลางวันโจทก์ได้บรรทุกสินค้า โดยรถยนต์บรรทุกจากท่าเรือคลอยเตยจะไปส่งยังตำบลรังสิต โจทก์ได้วัดความสูงของรถรวมทั้งสินค้าที่บรรทุกแล้วมีความสูงไม่เกิน 5 เมตร เมื่อลูกจ้างของโจทก์ขับรถบรรทุกสินค้ามาถึงบริเวณสะพานลอยดังกล่าว ลูกจ้างของโจทก์เห็นป้ายบอกความสูงซึ่งจำเลยเขียนแสดงไว้ว่าสูงถึง 5 เมตร จึงเชื่อโดยสุจริตและขับรถลอดไป แต่ปรากฏว่าลอดไม่ได้เป็นเหตุให้สินค้าที่บรรทุกมาคือ เครื่องอุปกรณ์ไฮโดรลิก และเครื่องปั่นไฮโดรลิกของเครื่องพับเหล็กไฮโดรลิกจากต่างประเทศได้รับความเสียหาย ซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่เจ้าของสินค้าไปแล้วเป็นเงิน 40,000 บาทการที่จำเลยปล่อยปละละเลยไม่ตรวจวัดความสูงของสะพานว่ามีเท่าใดแน่อันเป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งยังเขียนป้ายบอกความสูงอันเป็นเท็จทำให้โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของสินค้าดังกล่าวจำเลยต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 43,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมจำเลยก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้ามถนนราชปรารถ โดยมีความสูงเกินกว่า 5 เมตร ต่อมาเกิดน้ำท่วมจึงได้เสริมพื้นถนนให้สูงขึ้นเป็นเหตุให้ความสูงของสะพานลอยดังกล่าวบางจุดสูงไม่ถึง 5 เมตร การที่รถยนต์บรรทุกสินค้าของโจทก์เกิดอุบัติเหตุชนสะพานลอยเป็นความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างโจทก์เองเพราะบรรทุกสินค้าซึ่งเมื่อวัดรวมกับตัวรถแล้วมีความสูงเกินกว่า3 เมตรจากพื้นผิวถนนอันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 4(พ.ศ. 2522) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522ข้อ 1(3) โดยลูกจ้างของโจทก์ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวแล่นมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และไม่ชะลอความเร็วของรถลงเพื่อตรวจดูความปลอดภัยที่เบื้องหน้าเสียก่อนเมื่อถึงสะพานลอยว่าจะสามารถขับรถลอดผ่านไปด้วยความปลอดภัยได้หรือไม่แต่กลับขับรถไปตามช่องทางเดินรถด้านขวาอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบกมาตรา 35 เป็นเหตุให้รถบรรทุกที่ลูกจ้างโจทก์ขับรถชนสะพานลอย การที่ลูกจ้างของโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยในขณะที่ปฏิบัติงานในทางการที่จ้างทำให้จำเลยได้รับความเสียหายโจทก์ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างของโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมสะพานลอยให้แก่จำเลย ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2524 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 650 บาท และนับจากวันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจากต้นเงิน 8,000 บาท จนกว่าโจทก์จะชำระเงินเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยว่า ความสูงของสะพานลอยโดยแท้จริงแล้วไม่ถึง 5 เมตร ลูกจ้างของโจทก์ขับรถด้วยความระมัดระวังตลอดทางมิได้ทำผิดกฎหมายและมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน43,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน40,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฏีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์จำเลยนำสืบรับฟังได้ต้องกันว่าเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2524 รถบรรทุกสินค้าของโจทก์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.70-1843 ซึ่งบรรทุกลังคอนเทนเนอร์บรรจุเครื่องอุปกรณ์ไฮโดรลิกและเครื่องปั่นไฮโดรลิกของเครื่องพับเหล็กไฮโดรลิกจากท่าเรือคลองเตยเพื่อไปส่งให้บริษัทชาญนครวิศวกรรมจำกัดที่ตำบลรังสิตได้แล่นลอดใต้สะพานลอยสำหรับคนข้ามถนนราชปรารถบริเวณประตูน้ำ แต่ส่วนสูงของลังคอนเทนเนอร์เฉี่ยวชนใต้สะพานลอยเป็นเหตุให้สินค้าที่บรรจุอยู่ในคอนเทนเนอร์ได้รับความเสียหาย และในการเดินเผชิญสืบสะพานลอยที่เกิดเหตุของศาลได้ความว่าสะพานลอยที่เกิดเหตุมีป้ายบอกความสูงไว้ว่า 5 เมตร จุดชนใต้สะพานลอยซึ่งอยู่ติดกับป้ายบอกความสูงของสะพา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง