คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533
ฎีกาที่ 2296/2533
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลดโจทก์ออกจากงานเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง คำให้การของจำเลยจึงเท่ากับต่อสู้ว่า เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ฉะนั้นการจะวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องพิเคราะห์ว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้หรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์แม้จะไม่ผิดต่อระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง แต่ก็เป็นการกระทำที่ไม่สมควรการเลิกจ้างโจทก์จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้เป็นการวินิจฉัยตามคำฟ้อง คำให้การและประเด็นพิพาทที่กำหนดไว้หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกคำให้การไม่.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม2524 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนเดือนละ 13,360 บาทและค่าครองชีพเดือนละ 350 บาท ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยได้มีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากงานโดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำโดยมิชอบ โดยไม่มีรายละเอียดและข้อเท็จจริงว่าโจทก์ผิดอะไร ทั้งไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ไม่จ่ายค่าชดเชย ไม่คืนเงินสะสมจำนวน 69,137.11 บาทความจริงโจทก์ไม่ได้กระทำผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมมีสิทธิที่จะได้ค่าชดเชยตามกฎหมายเท่ากับ 180 วัน ของค่าจ้างอัตราสุดท้าย โจทก์มีสิทธิได้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ยังมีเงินสะสมตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2524 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์2532 ซึ่งจำเลยไม่คืนให้โจทก์ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถหลายสาขาร่างกายก็ยังแข็งแรง ยังสามารถทำงานได้อีกไม่น้อยกว่า10 ปี การที่จำเลยปลดโจทก์ออกจากงานทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้คือเงินเดือน เดือนละ 13,360 บาท เป็นเวลา 120เดือน ค่าครองชีพเดือนละ 350 บาท เป็นเวลา 120 เดือน เงินโบนัสปีละ 53,440 บาท เป็นเวลา 10 ปี เงินสะสมเดือนละ 660 บาท เป็นเวลา120 เดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,259,760 บาท โจทก์เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคม การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่นทำให้เสียชื่อเสียง โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน5,000,000 บาท จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 82,260บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 27,420 บาท เงินสะสมจำนวน69,137.11 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3 รายการคือ ค่าเสียหายเนื่องจากไม่ได้ทำงานจนเกษียณอายุเป็นเงิน 150,810บาท ค่าเสียหายจากการไม่ได้ทำงานหลักเกษียณอายุจำนวน 10 ปี เป็นเงิน2,259,760 บาท และค่าเสียหายจากการเสียเกียรติยศชื่อเสียง จำนวน5,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,589,387.11 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2524 โจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง กล่าวคือระหว่างที่โจทก์เป็นหัวหน้าส่วนประจำฝ่ายการเงิน มีหน้าที่ดูแลสินเชื่อโจทก์ได้เสนอตัวเป็นนายหน้าโดยมีบำเหน็จให้แก่นายวิรัตน์พลีประเสริฐ หุ้นส่วนผู้จัดการของหุ้นส่วนจำกัดวิรัตน์ ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลย โดยโจทก์ได้เสนอขายที่ดินที่นายวิรัตน์ พลีประเสริฐนำมาทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับจำเลย ซึ่งการกระทำของโจทก์เป็นการแสวงประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบต่อหน้าที่ของโจทก์ และเมื่อโจทก์เป็นนายหน้าของลูกค้าแล้ว โจทก์ได้หักเงินบางส่วนของลูกค้าไปชำระหนี้ค่านายหน้าซึ่งเป็นหนี้ส่วนตัวของโจทก์เอง เป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวิรัตน์ต้องเสียดอกเบี้ยจากเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยเป็นสถาบันการเงินเป็นที่ไว้วางใจของทางราชการและของประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องรักษาชื่อเสียงไว้ให้เป็นที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไปจำเป็นต้องรักษาชื่อเสียงไว้ให้เป็นที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไปมิฉะนั้นจะเป็นที่เสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดระเบียบและวินัยควบคุมพนักงานของจำเลยมิให้กระทำการเป็นที่เสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลย โดยพนักงานต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของโจทก์ เป็นการกระทำฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยอย่างร้ายแรงดังกล่าวมาข้างต้น ดังนั้นจำเลยจึงมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่6 กุมภาพันธ์ 2532 เป็นต้นไป โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ส่วนเงินสะสมนั้น ตามระเบียบของจำเลยไม่จ่ายเงินสะสมให้แก่พนักงานที่ออกจากงานเพราะกระทำผิดวินัย หรือกระทำการเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ถูกปลดออกจากงานเนื่องจากกระทำผิด จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินสะสมส่วนเงินโบนัสนั้นไม่มีในระเบียบของจำเลย แต่จำเลยมีระเบียบการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษเพื่อตอบแทนพนักงานของจำเลยที่ปฏิบัติหน้าที่มาด้วยความขยันหมั่นเพียร บำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของธนาคาร สมควรที่จะได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษให้แก่พนักงานจำนวนปีละ4 เท่าของเงินเดือน ไม่รวมเงินเพิ่มอื่นใด แบ่งจ่ายงวดบัญชีละ 2เดือน โดยมีเงื่อนไขว่าพนักงานธนาคารจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยครบงวดบัญชี ไม่เป็นผู้ที่ได้รับการลงโทษจากธนาคาร ไม่ว่าสถานใดสถานหนึ่ง แม้ถูกตำหนิโทษหรือถูกภาคทัณฑ์ในระหว่างงวดบัญชีและพนักงานต้องมีตัวปฏิบัติงานอยู่ในวันครบงวดบัญชีคือวันสิ้นเดือนมิถุนายนและเดือนธ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง