คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 2296/2538
หลักกฎหมาย
ผู้ร้องทั้งสามเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของ ช.เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของ ช. และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้ร้องทั้งสามมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ได้ผู้ร้องทั้งสามจึงเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา57(1) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเมื่อพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้วไม่มีเหตุที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องของผู้ร้องทั้งสามอีกต่อไปแม้ผู้ร้องทั้งสามมิได้อุทธรณ์แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค3พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีคดีของผู้ร้องทั้งสามจึงยังไม่ถึงที่สุดในการพิจารณาใหม่ศาลชั้นต้นต้องชี้ขาดตัดสินเกี่ยวกับคำร้องสอดของผู้ร้องทั้งสามด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา142แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยชี้ขาดจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาดังกล่าว โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกซึ่งโจทก์มีส่วนได้1ส่วนใน5ส่วนการแบ่งที่ดินหากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้เอาที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันระหว่างทายาทตามส่วนอันเป็นการขอให้แบ่งทรัพย์ระหว่างเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1364เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์มีส่วนได้ในที่ดินมรดก1ส่วนใน5ส่วนและจำเลยไม่ยอมแบ่งที่ดินมรดกให้โจทก์ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิพากษาให้แบ่งตามคำขอของโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ ฟ้อง ว่า นาย ชุม คงเพ็ชร เป็น เจ้าของ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 6291 ตำบล บางนาค อำเภอ เมือง นราธิวาส จังหวัด นราธิวาส โดย มิได้ ทำ พินัยกรรม ไว้ ที่ดิน ของ นาย ชุม จึง ตกทอด เป็น มรดก แก่ ทายาท ซึ่ง มี เพียง 5 คน คือ โจทก์ จำเลย นาง นวรัตน์ เชาว์สุโข นาย สนิท คงเพชร และ นาย สำราญ คงเพ็ชร ซึ่ง มีสิทธิ ได้รับ มรดก คน ละ 1 ใน 5 ส่วน ส่วน ของ โจทก์ คิด เป็น เงิน 16,000 บาท โจทก์ ขอให้จำเลย จัดการ แบ่ง ที่ดิน มรดก แล้ว จำเลย ไม่ยินยอม โดย อ้างว่า นาย ชุม ได้ ขาย ที่ดิน ไป แล้ว ซึ่ง ไม่เป็น ความจริง ขอให้ พิพากษา ว่า ที่ดินโฉนด เลขที่ 6291 ตำบล บางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัด นราธิวาส เป็น มรดก ของ นาย ชุม และ ตกทอด แก่ ทายาท คือ โจทก์ จำเลย นาง นวรัตน์ นาย สนิทและนายสำราญ คน ละ ส่วน เท่า ๆ กัน เฉพาะ ส่วน ของ โจทก์ คิด เป็น เงิน 16,000 บาท การ แบ่ง ที่ดิน มรดก หาก ตกลง แบ่ง กัน ไม่ได้ให้ เอา ที่ดิน ขายทอดตลาด นำ เงิน มา แบ่ง ระหว่าง ทายาท ตาม ส่วน จำเลย ขาดนัด ยื่นคำให้การ และ ขาดนัดพิจารณา ระหว่าง การ พิจารณา ของ ศาลชั้นต้น นาง นวรัตน์ เชาว์สุโข นาย สนิท คงเพ็ชร และ นาย สำราญ คงเพ็ชร ยื่น คำร้อง ว่า ผู้ร้อง ทั้ง สาม เป็น ทายาท และ มีสิทธิ ได้รับ มรดก ของ นาย ชุม คน ละ 1 ใน 5 ส่วน ขอให้ กัน ส่วน มรดก ของ ผู้ร้อง คน ละ 1 ใน 5 ส่วน คิด เป็นเงิน คน ละ 16,000 บาท ศาลชั้นต้น มี คำสั่ง คำร้องของผู้ร้อง ทั้ง สาม ว่ารอ ไว้ สั่ง เมื่อ มี คำพิพากษา ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว วินิจฉัย ว่า คำขอ ท้ายฟ้อง ของ โจทก์เป็น เรื่อง ที่ ศาล ไม่อาจ บังคับ ให้ จำเลย ปฏิบัติ ได้ พิพากษายก ฟ้องสำหรับ คำร้องขอ กัน ส่วน มรดก ของ ผู้ร้อง ทั้ง สาม เมื่อ พิพากษายก ฟ้องโจทก์ จึง ไม่มี เหตุ ที่ ต้อง พิจารณา สั่ง ต่อไป โจทก์ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 วินิจฉัย ว่า สภาพแห่งข้อหา และ คำขอ ท้ายฟ้องของ โจทก์ เปิด ช่อง ให้ บังคับคดี ได้ พิพากษายก คำพิพากษา ศาลชั้นต้นให้ ศาลชั้นต้น พิจารณา ประเด็น แห่ง คดี แล้ว พิพากษา ใหม่ ตาม รูปคดี ศาลชั้นต้น วินิจฉัย ว่า โจทก์ มีสิทธิ เรียกร้อง ให้ จำเลย แบ่งที่ดิน มรดก ได้ แต่ ที่ โจทก์ ขอให้ พิพากษา ว่า ผู้ร้อง ทั้ง สาม ได้รับส่วนแบ่ง ใน ที่ดิน มรดก คน ละ ส่วน เท่า ๆ กัน กับ โจทก์ และ จำเลย นั้นผู้ร้อง ทั้ง สาม มิใช่ คู่ความ จึง ไม่อาจ พิพากษา ให้ ได้ ตาม ขอ สำหรับที่ โจทก์ ขอให้ พิพากษา ว่า หาก โจทก์ และ จำเลย ไม่สามารถ ตกลง แบ่ง ที่ดินมรดก กัน ได้ ให้ นำ ที่ดิน ออก ขายทอดตลาด เอา เงิน มา แบ่ง ระหว่าง โจทก์จำเลย และ ทายาท เห็นว่า คำขอ ของ โจทก์ เป็น วิธีการ แบ่ง ทรัพย์สินระหว่าง ทายาท หรือ เจ้าของรวม ซึ่ง ได้ มี การ กำหนด ไว้ ใน ประมวล กฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ มาตรา 1364 แล้ว จึง ไม่จำเป็น ต้อง พิพากษา ให้ ตามคำขอ พิพากษา ว่า ที่ดิน โฉนด เลขที่ 6291 ตำบล บางนาค อำเภอ เมือง นราธิวาส จังหวัด นราธิวาส เป็น ของ โจทก์ 1 ส่วน ใน จำนวนทายาท 5 คน คิด เป็น จำนวนเงิน ส่วน ของ โจทก์ 16,000 บาท ให้ จำเลยชำระ ค่าฤชาธรรมเนียม ทั้ง สอง ศาล แทน โจทก์ โดย กำหนด ค่า ทนายความ ให้1,800 บาท คำขอ อื่น ให้ยก โจทก์ และ ผู้ร้อง ทั้ง สาม อุทธรณ์ เฉพาะ ปัญหาข้อกฎหมาย โดยตรงต่อ ศาลฎีกา โดย ได้รับ อนุญาต จาก ศาลชั้นต้น ตาม ประมวล กฎหมาย วิธีพิจารณาความ แพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า คดี มี ปัญหา ต้อง วินิจฉัย ว่า ผู้ร้อง ทั้ง สามเป็น คู่ความ หรือไม่ และ โจทก์ จะ ขอให้ ศาล พิพากษา ให้ แบ่ง ทรัพย์มรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ได้ หรือไม่ สำหรับ ปัญหา ประการ แรก เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 บัญญัติ ว่า บุคคลภายนอก ซึ่ง มิใช่ คู่ความ อาจ เข้า มา เป็นคู่ความ ได้ ด้วย การ ร้องสอด (1) ด้วย ความสมัครใจ เอง เพราะ เห็นว่าเป็น การ จำเป็น เพื่อ ยัง ให้ ได้รับ ความ รับรอง คุ้มครอง หรือ บังคับตาม สิทธิ ของ ตน ที่ มี อยู่ โดย ยื่น คำร้องขอ ต่อ ศาล ที่ คดี นั้น อยู่ ในระหว่าง พิจารณา หรือ เมื่อ ตน มีสิทธิ เรียกร้อง เกี่ยวเนื่อง ด้วย การบังคับ ตาม คำพิพากษา หรือ คำสั่ง โดย ยื่น คำร้องขอ ต่อ ศาล ที่ ออกหมายบังคับคดี นั้น และ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 วรรคหนึ่งบัญญัติ ว่า ถ้า มี คดี ฟ้อง เรียก ทรัพย์มรดก ผู้ซึ่ง อ้างว่า ตน เป็น ทายาทมีสิทธิ ใน ทรัพย์มรดก นั้น จะ ร้องสอด เข้า มา ใน คดี ก็ ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏ ตาม คำฟ้อง และ คำร้องของผู้ร้อง ทั้ง สาม ฉบับ ลงวันที่ 29 ตุลาคม2535 ว่า ผู้ร้อง ทั้ง สาม เป็น ทายาท ของ นาย ชุม เจ้ามรดก ผู้ร้อง จึง มีสิทธิ รับมรดก ของ นาย ชุม เมื่อ โจทก์ ฟ้อง ขอให้ จำเลย แบ่ง ทรัพย์มรดก ของ นาย ชุม และ คดี ดังกล่าว อยู่ ใน ระหว่าง การ พิจารณา ของ ศาลชั้นต้น ผู้ร้อง ทั้ง สาม ย่อม มีสิทธิ ร้องสอด เข้า มา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง