คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533
ฎีกาที่ 2297/2533
หลักกฎหมาย
ระเบียบการของธนาคารจำเลยฉบับที่ 67 ระบุว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสองแก่พนักงาน เฉพาะกรณีตามที่ระบุไว้ในข้อ 11 คือ (1) มีเวลาทำงานต่ำกว่าห้าปี (2) ออกจากงานเพราะกระทำการทุจริตในหน้าที่หรือเพราะกระทำการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ธนาคารจำเลยต้องเสียหาย หรือเพราะเกียจคร้านไม่ตั้งใจปฏิบัติงานและคณะกรรมการของธนาคารจำเลยเห็นว่า ไม่สมควรจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสองให้ (3) ออกจากงานเพราะต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่ความผิดฐานลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยเกิน 5 ปีแล้ว แม้โจทก์จะถูกจำเลยไล่ออกจากตำแหน่งเนื่องจากโจทก์ขาดงานละทิ้งหน้าที่เกิน 15 วัน เป็นการเกียจคร้านไม่ตั้งใจปฏิบัติงาน แต่คณะกรรมการธนาคารจำเลยก็ไม่เคยมีความเห็นว่าไม่สมควรจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ดังนี้ โจทก์จึงไม่ต้องด้วยข้อห้ามที่จะไม่มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสอง.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ต่อมาจำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากตำแหน่ง และงดจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพและเงินตอบแทนอื่นใดทั้งสิ้น โดยที่โจทก์ไม่ได้อยู่ในข้อต้องห้ามไม่ให้รับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสอง (บำเหน็จ) ตามระเบียบการธนาคารออมสิน ฉบับที่67 ว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพของพนักงานออมสิน ข้อ 11(2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสอง จำนวน 148,410 บาท ทั้งโจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิสงเคราะห์ตามระเบียบวิธีการสวัสดิสงเคราะห์ ฉบับที่ 3 ว่าด้วยการสวัสดิสงเคราะห์กรณีมรณกรรมและกรณีพ้นหน้าที่ ซึ่งจำเลยจะต้องเรียกเก็บจากสมาชิก คิดเป็นเงินประมาณ 35,000 บาท นอกจากนี้จำเลยยังไม่จ่ายเงินเดือนแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 1,746 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสอง จำนวน 148,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยจ่ายเงินสวัสดิสงเคราะห์กรณีพ้นหน้าที่ตามจำนวนเงินที่จำเลยเก็บจากสมาชิกได้ และเงินเดือนค้างจ่าย 6 วัน เป็นเงิน 1,746บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 29ธันวาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากตำแหน่งเพราะกระทำผิดวินัย โจทก์ขาดงานละทิ้งหน้าที่ไปเกิน 15 วัน เท่ากับว่าโจทก์มีความเกียจคร้านในการทำงานและไม่มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติงานอีกโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสองตามระเบียบการธนาคารออมสินฉบับที่ 67 ข้อ 11(2) และหากจำเลยต้องจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสองแก่โจทก์ จำเลยก็จะจ่ายเป็นเงิน120,360 บาท มิใช่ 148,410 บาท ส่วนเงินเดือนตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 6ธันวาคม 2530 นั้นเป็นเงิน 1,370.32 บาท มิใช่ 1,746 บาท และจำเลยได้นำเงินเดือนดังกล่าวของโจทก์ไปหักกับหนี้สินเชื่อของจำเลยเรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนเงินสวัสดิสงเคราะห์กรณีพ้นหน้าที่นั้น ไม่ใช่เงินงบประมาณรายรับรายจ่ายของจำเลย แต่เป็นเงินของพนักงานของจำเลยที่เสียสละแต่ละเดือน คนละ 5 บาท รวบรวมให้แก่พนักงานที่ออกจากงานด้วยเหตุใด ๆ ก็ตามที่ไม่ใช่ออกเพราะทุจริตต่อหน้าที่และเงินสวัสดิสงเคราะห์ดังกล่าว มีคณะกรรมการซึ่งเป็นพนักงานชุดหนึ่งดูแลซึ่งไม่เกิดดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อย่างใดโจทก์จึงต้องนำคดีไปฟ้องคณะกรรมการสวัสดิสงเคราะห์ โจทก์ยังไม่เคยติดต่อขอรับเงินสวัสดิสงเคราะห์จากเจ้าหน้าที่แผนกสวัสดิการ แผนกสวัสดิการจึงหาได้ผิดนัดในการจ่ายเงินสวัสดิสงเคราะห์ไม่ ขอให้ยกฟ้อง วันนัดพิจารณาโจทก์แถลงรับว่า เงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสองมีจำนวน 120,360 บาท กับขอสละประเด็นเรื่องเงินสวัสดิสงเคราะห์และเงินค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้อง และโจทก์จำเลยแถลงรับกันว่าเอกสารท้ายฟ้องท้ายคำให้การถูกต้อง คณะกรรมการธนาคารออมสินได้ประชุมมีมติไล่โจทก์ออกจากตำแหน่งโดยไม่กล่าวถึงเงินทุนเลี้ยงชีพตามระเบียบการธนาคารออมสิน ฉบับที่ 67 ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 และคณะกรรมการธนาคารออมสินไม่เคยมีมติในเรื่องเงินทุนเลี้ยงชีพดังกล่าวอีกเลยต่อมาผู้อำนวยการธนาคารออมสินมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากตำแหน่ง กับให้งดจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพและเงินตอบแทนอื่นใดทั้งสิ้น จำเลยแถลงไม่สืบพยาน ศาลแรงงานกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสอง (บำเหน็จ)จำนวน 120,360 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ว่า โดยลักษณะของการประชุมของคณะกรรมการธนาคารออมสิน ผู้อำนวยการธนาคารออมสินได้เข้าประชุมด้วย การที่ผู้อำนวยการธนาคารออมสินมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากตำแหน่ง กับงดจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ และเงินตอบแทนอื่นใดทั้งสิ้นแก่โจทก์ ย่อมแสดงว่าในการประชุมคณะกรรมการธนาคารออมสินในกรณีของโจทก์ย่อมต้องกล่าวถึงการงดจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสองให้แก่โจทก์ด้วย แม้ตามมติของคณะกรรมการธนาคารออมสินตามเอกสารหมาย จ.1 จะไม่ปรากฏข้อความว่างดจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสองก็ตาม ก็เป็นที่เข้าใจโดยปริยายว่า คณะกรรมการธนาคารออมสินได้มีมติไม่จ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสองแก่โจทก์เช่นกัน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางฉบับลงวันที่ 5 ตุลาคม 2532 ซึ่งโจทก์จำเลยแถลงรับกันว่าคณะกรรมการธนาคารออมสินมีมติไล่โจทก์ออกจากตำแหน่ง โดยไม่กล่าวถึงเงินทุนเลี้ยงชีพตามระเบียบการธนาคารออมสิน ฉบับที่ 67 และคณะกรรมการธนาคารออมสินก็ไม่เคยมีมติในเรื่องเงินทุนเลี้ยงชีพดังกล่าวของโจทก์อีกเลย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นเรื่องโต้เถียงข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยได้แถล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง