ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 2297/2543

หลักกฎหมาย

โจทก์มีปริมาณสินค้าคงเหลือ ณ สถานประกอบการของโจทก์ต่ำกว่าปริมาณสินค้าตามรายงานสินค้าและวัตถุดิบ จึงต้องถือว่าโจทก์มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้า ซึ่งตามมาตรา 77/1(8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากรให้ถือเป็นการขาย การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินว่าโจทก์มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าเป็นสินค้าที่โจทก์ได้ขายไปแล้ว จึงเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2539 พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 6,410,637.50 บาท แก่โจทก์ โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตลอดจนเงินเพิ่มและเบี้ยปรับดังกล่าวตามกฎหมาย จึงได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์การประเมินภาษีตลอดจนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเจ้าพนักงานของจำเลยได้ประเมินและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์ โดยการตรวจนับสินค้าคงเหลือของโจทก์ ณ อาคารสำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้า คิดเป็นมูลค่า 54,674,946.77 บาทซึ่งเจ้าพนักงานของจำเลยถือเป็นการขายสินค้าตามประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1(8)(จ) และโจทก์มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย ความจริงโจทก์มิได้ทำการขายสินค้าดังกล่าวและสินค้าของโจทก์ก็มิได้ขาดบัญชีตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยกล่าวอ้าง เนื่องจากโจทก์มีสถานที่เก็บสินค้า2 แห่ง คือที่สำนักงานใหญ่และที่โกดังกล้วยน้ำไทอีกแห่งหนึ่ง แต่ในการตรวจนับสินค้าคงเหลือของโจทก์นั้น เจ้าพนักงานของจำเลยได้ทำการตรวจนับสินค้าที่สำนักงานใหญ่เพียงแห่งเดียว จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานกองตรวจภาษีอากร และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้วิเคราะห์แบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์แล้ว เชื่อว่าโจทก์อาจมีการขายสินค้าโดยไม่มีการออกใบกำกับภาษี เจ้าพนักงานของจำเลยจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 88/3 แห่งประมวลรัษฎากร แจ้งไปยังโจทก์เพื่อดำเนินการตรวจปฏิบัติทั่วไป โดยให้โจทก์ส่งมอบรายงานและเอกสารต่าง ๆตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากร งบการเงินต่าง ๆ รายละเอียดสินค้ารายงานภาษีซื้อภาษีขายและรายงานสินค้าและวัตถุดิบ เพื่อประกอบการตรวจปฏิบัติการของเจ้าพนักงานของจำเลย ณ สำนักงานของโจทก์จากการตรวจนับสินค้าคงเหลือเมื่อเทียบปริมาณสินค้าที่ตรวจนับได้กับปริมาณสินค้าคงเหลือตามรายงานสินค้า ปรากฏว่าโจทก์มีปริมาณสินค้าขาดจากรายงานสินค้าคิดเป็นมูลค่า 54,674,946.77 บาท และนางสาวศิริรัตน์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ให้ถ้อยคำยืนยันว่า โจทก์มีสถานประกอบการเพียงแห่งเดียว เจ้าพนักงานของจำเลยจึงถือว่าสินค้าที่ขาดจากรายงานสินค้าของโจทก์มูลค่า 54,674,946.77 บาท เป็นการขายตามมาตรา 77/1(8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,653,964.89 บาทต่อมาโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสุดา ลีลาประชากุล ไปพบเจ้าพนักงานของจำเลย และโต้แย้งว่า โจทก์มีสถานที่เก็บสินค้าอีกแห่งหนึ่งซึ่งเพิ่งแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายหลังจากที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ออกตรวจปฏิบัติการ และทำการตรวจนับสินค้าคงเหลือของโจทก์แล้วต่อมานางสุดาได้ไปพบเจ้าพนักงานของจำเลยพร้อมทั้งได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมชำระภาษีอากรไว้ต่อเจ้าพนักงานของจำเลย ซึ่งเจ้าพนักงานของจำเลยได้อนุมัติลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์คงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการนำเข้าขายส่งและขายปลีกท่อเหล็ก เหล็กแผ่น เครื่องทองเหลือง ทองแดงและให้บริการรับตัดและกลึงเหล็ก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 เจ้าพนักงานของจำเลยได้ดำเนินการตรวจปฏิบัติการทั่วไป ณ สำนักงานของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 802 - 804และ 1856 - 1872 ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหานคร จากการตรวจนับสินค้าคงเหลือเมื่อเทียบปริมาณสินค้าที่ตรวจนับได้กับปริมาณสินค้าคงเหลือตามรายงานสินค้า ปรากฏว่ามีปริมาณสินค้าขาดจากรายงานสินค้าคิดเป็นมูลค่า 54,674,946.77 บาท วันที่ 25มิถุนายน 2539 จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับทราบผลการตรวจสอบภาษีซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน11,653,964.89 บาท ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 โจทก์ยื่นหนังสือขอลดค่าปรับต่อเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งเจ้าพนักงานของจำเลยได้อนุมัติลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์คงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายรวมเป็นเงิน 6,410,637 บาท โจทก์ไม่พอใจการประเมินดังกล่าวจึงได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2297/2543 · ทนอย Thanoy