ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 2297/2565

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินพิพาทของโจทก์เพื่อประกอบธุรกิจร้านอาหาร มีกำหนด 3 ปี มีข้อสัญญาข้อหนึ่งว่า ผู้เช่าจะโอนสิทธิการเช่าหรือนำทรัพย์สินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงไม่ได้เว้นแต่ผู้เช่าจะได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาราวเดือนพฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 นำบ้านและที่ดินไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วง เป็นการผิดสัญญาเช่า การที่จำเลยที่ 3 อยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้เช่าช่วงแต่เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ระงับ จำเลยทั้งสามสามารถอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ นับว่าเป็นการกล่าวอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยที่ 3 อยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นคำให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งแล้ว ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าช่วงบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และได้ใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาท แต่ก็เป็นการอยู่และใช้ประโยชน์โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีผลเพียงว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิให้เช่าช่วง จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทอีกต่อไป แต่ไม่ทำให้การที่จำเลยที่ 3 ได้อยู่และใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาทมาก่อนแล้วนั้น กลายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่จำต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 880,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย 480,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหาย 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวตามลำดับ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าบ้านเลขที่ 61/25 ตามฟ้องจากโจทก์เพื่อประกอบธุรกิจร้านอาหาร ตกลงค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท มีบันทึกข้อตกลงท้ายสัญญาเช่าว่าในช่วงปีที่ 4 ถึงที่ 6 ปรับค่าเช่าเป็นเดือนละ 55,000 บาท โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 749/2559 หมายเลขแดงที่ 2020/2560 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ให้ชำระค่าเช่าที่ค้างและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะเป็นเพียงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไม่มีฝ่ายใด ฎีกาคัดค้าน คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีมีปัญหาที่วินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า คำให้การของจำเลยที่ 3 ชอบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินพิพาทของโจทก์เพื่อประกอบธุรกิจร้านอาหาร มีกำหนด 3 ปี มีข้อสัญญาข้อหนึ่งว่า ผู้เช่าจะโอนสิทธิการเช่าหรือนำทรัพย์สินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงไม่ได้เว้นแต่ผู้เช่าจะได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาราวเดือนพฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 นำบ้านและที่ดินไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วง เป็นการผิดสัญญาเช่า การที่จำเลยที่ 3 อยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ข้อนี้จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้เช่าช่วงแต่เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ระงับ จำเลยทั้งสามสามารถอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ นับว่าเป็นการกล่าวอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยที่ 3 อยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นคำให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งแล้ว ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยที่ 3 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าช่วงบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 หรือเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 โจทก์มีนายวินิจ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายชัชวาลย์ และนางสาวณัฐชยา เบิกความได้ใจความว่า เดือนธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 เริ่มไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์และมิได้ประกอบกิจการใด ๆ บนทรัพย์สินที่เช่า ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2559 มีร้านค้าไปประกอบกิจการค้าขายสินค้ามือสองในบ้านและที่ดินพิพาท การค้าขายสินค้าดังกล่าวไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 นายชัชวาลย์จึงมอบหมายให้นางสาวณัฐชยาไปสอบถาม ได้ความว่าร้านดังกล่าวเป็นของบุคคลที่มีชื่อว่า เดียร์ ปลายเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยที่ 3 ไปพบนายชัชวาลย์และขอเช่าบ้านและที่ดินพิพาทจากนายชัชวาลย์โดยแจ้งว่าได้เช่าบ้านและที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท โจทก์จึงทราบว่าร้านค้าขายสินค้ามือสองดังกล่าวเป็นร้านของจำเลยที่ 3 แต่นายชัชวาลย์ปฏิเสธมิให้จำเลยที่ 3 เช่า ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 3 ย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ฝ่ายจำเลยที่ 3 มีจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 เช่าอาคารที่ถนนเบญจางค์ซึ่งไม่ใช่บ้านพิพาทจากจำเลยที่ 2 เพื่อค้าขายสินค้ามือสองจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อมีสินค้ามากขึ้น อาคารที่ถนนเบญจางค์ไม่มีเนื้อที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง