คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 2303/2553
หลักกฎหมาย
จำเลยร่วมรับว่าเงินประกันการเช่าในวันยื่นแบบเสนอราคา เงินค้ำประกันการทำสัญญาและเงินค่าเช่าภายหลังสัญญาเป็นเงินของจำเลยร่วม กับมิได้ปฏิเสธถึงเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่จำเลยอ้างว่าเป็นเงินของจำเลยร่วม จึงต้องฟังว่าเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่จำเลยชำระให้โจทก์เป็นเงินของจำเลยร่วม ส่วนหนังสือขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่านั้นโจทก์นำสืบสนับสนุนว่า จำเลยร่วมมีหนังสือถึงโจทก์ขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าอ้างว่ามอบอำนาจให้จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ โจทก์จึงแจ้งจำเลยร่วมว่าได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว โดย ก. กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วมเบิกความรับว่าได้รับเอกสารที่โจทก์แจ้งจริง ทั้งมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของหนังสือขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าการที่จำเลยร่วมนำสืบว่าไม่เคยมีหนังสือขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าถึงโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ที่จำเลยร่วมนำสืบและฎีกาอ้างว่า จำเลยร่วมทำท่าขึ้นทรายในที่ดินที่เช่าและออกเงินค้ำประกันการทำสัญญาเช่าให้จำเลย กับยินยอมให้จำเลยกู้เงินโดยไม่ทำหลักฐานการกู้เพื่อชำระค่าประมูล ค่าเช่าภายหลังสัญญา เพราะจำเลยร่วมได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยเป็นค่าจ้างให้ขนทรายในอัตรา 100 บาท ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร โดยวันหนึ่งขนทรายไม่ต่ำกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตร เนื่องจากบริษัทของจำเลยทำสัญญาขายทรายให้บริษัท ว. ดังนี้ แม้หากจะฟังว่าจำเลยร่วมรับจ้างขนทรายให้บริษัทของจำเลยก็ตาม แต่จำเลยผู้ว่าจ้างเพียงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าจ้างให้จำเลยร่วมผู้รับจ้างเท่านั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยร่วมต้องทำท่าขึ้นทรายเพื่อขนทรายให้บริษัทจำเลยตามที่รับจ้าง เมื่อการเช่าที่ดินตามฟ้อง เป็นการเช่าเพื่อทำท่าขึ้นทรายและจำเลยร่วมเข้าใช้ประโยชน์โดยการทำท่าขึ้นทราย 3 ท่า ในที่ดินที่เช่าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยร่วมเพื่อขนทรายไปส่งตามที่ว่าจ้าง และเงินที่จำเลยชำระให้โจทก์ตามสัญญาเป็นเงินของจำเลยร่วมทั้งสิ้นข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งยิ่งกลับทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์แทนจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ เมื่อจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญาดังกล่าวในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ จึงเป็นเพียงนำสืบความจริงว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการเพื่อให้จำเลยร่วมเข้ามารับผิดตามสัญญาแทนจำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าที่ดินแต่อย่างใดไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 4,164 ตารางเมตร เพื่อทำท่าขึ้นทราย มีกำหนดระยะเวลาเช่า 1 ปี ค่าเช่า 4,212,000 บาท ชำระค่าเช่าแล้วในวันทำสัญญาเป็นเงิน 1,263,600 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระเป็นงวดรายเดือนรวม 12 เดือน เดือนละ 245,700 บาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่ารวม 9 เดือน เป็นเงินทั้งสิ้น 2,211,300 บาท นอกจากนี้จำเลยยังทำให้สันทำนบเขื่อนรั้วเหล็กและถนนที่อยู่ในพื้นที่ที่เช่าชำรุดเสียหายคิดเป็นเงิน 975,170 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,186,470 บาท ซึ่งจำเลยต้องรับผิดตามสัญญา ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 421,200 บาท ให้แก่โจทก์ คงเหลือเงินที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาอีกจำนวน 2,765,270 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,765,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามฟ้องจริงโดยกระทำในฐานะตัวแทนเชิดของบริษัทเจนกฤชศรี จำกัด ซึ่งเป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อ แต่ได้กลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาเช่าที่ดินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ และบริษัทเจนกฤชศรี จำกัด ประกอบกิจการท่าขึ้นทรายเพียงผู้เดียว จำเลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งโจทก์ก็ทราบ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม สันทำนบเขื่อนรั้วเหล็กและถนนตามฟ้องไม่ได้ชำรุดเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทเจนกฤชศรี จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่เคยแต่งตั้งหรือเชิดให้จำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมเข้าทำสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องกับโจทก์ และไม่มีความจำเป็นใช้พื้นที่ที่เช่าเพื่อทำท่าขึ้นทราย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,290,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ในส่วนของจำเลยให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,765,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยร่วมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท และใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นายกฤชและนางชูศรี หรือนางชุติกานต์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 จำเลยโดยนายกฤชได้ยื่นแบบใบเสนอราคาเช่นที่ดินตามฟ้องเพื่อทำท่าขึ้นทรายต่อโจทก์วางหลักประกันซองเป็นเงิน 50,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.16 จำเลยประมูลการเช่าได้ วันที่ 10 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องกับโจทก์มีกำหนดเวลาการเช่า 1 ปี ตามเอกสารหมาย จ.3 ในวันทำสัญญาจำเลยชำระเงินค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงิน 1,263,600 บาท และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิค้ำประกันการเช่าของจำเลยต่อโจทก์วงเงิน 421,200 บาท โดยเงินประกันการเช่าเพื่อยื่นใบเสนอราคาค่าเช่าที่ดินและเงินค้ำประกันเป็นเงินของจำเลยร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยร่วมนำตู้คอนเทนเนอร์ รถแบ็กโฮ รถบรรทุกเข้าไปในที่ดินที่เช่า และทำท่าขึ้นทราย 3 ท่า ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยร่วม จากนั้นบรรทุกทรายจากท่าขึ้นทรายดังกล่าวไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ จำเลยชำระเงินค่าเช่าให้โจทก์ 2 เดือน ซึ่งเป็นเงินของจำเลยร่วมแล้วจำเลยผิดนัดค้างชำระค่าเช่าโจทก์ 9 เดือน เป็นเงิน 2,211,300 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้โจทก์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยร่วมประการแรกว่า จำเลยร่วมให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์โดยจำเลยมิได้เปิดเผยให้โจทก์ทราบว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการหรือไม่ จำเลยนำสืบว่า จำเลยร่วมประสงค์สจะสร้างท่าขึ้นทรายในที่ดินที่เช่าจึงเชิดให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยกระทำในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยร่วม และจำเลยร่วมออกเงินประกันการเช่าในวันยื่นแบบใบเสนอราคา เงินค่าเช่าล่วงหน้า เงินที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ออกหนังสือค้ำประกันการเช่าให้จำเลยและเงินค่าเช่าภายหลังทำสัญญา นอกจากนี้จำเลยร่วมให้จำเลยนทำหนังสือลงวันที่ย้อนหลังตามเอกสารหมาย จ.13 หรือ ล.20 มีข้อความระบุว่า จำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมในการทำสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องกับโจทก์และเงินค่าใช้จ่ายในการยื่นซองประมูล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง