คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 2311/2543
หลักกฎหมาย
แม้พระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 64 บัญญัติให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไว้ให้ถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาย่อมมีความหมายว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 มีอำนาจสืบสวน ตรวจค้น จับกุมและยึดสิ่งของใดที่มีไว้ ได้มา ได้ใช้หรือสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ก่อนมี การสอบสวนเท่านั้นไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน ด้วย จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนแต่เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ในเขตท้องที่ที่มีการกระทำผิดเกิดขึ้นและตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม มิได้หมายความว่า เจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่คนใดหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ยึดสิ่งของนั้นไว้ตั้งแต่แรกจะต้องเป็นผู้ยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุดด้วยไม่ โดยขั้นตอนต่อไปในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำหลังจากมีการยึดสิ่งของที่สงสัยว่าได้มาหรือมีไว้โดยผิดกฎหมายแล้ว ย่อมต้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนก็จะมีอำนาจหน้าที่ ทำการสอบสวนคดีที่ได้ร้องทุกข์ไว้และถ้าเห็นว่าสิ่งของที่ผู้จับกุมหรือ ตรวจค้นยึดได้นั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดได้ ก็จะสั่งยึดเป็นของกลางในคดีนั้นต่อไป กรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานผู้ยึดสิ่งของนั้นไว้ในชั้นตรวจค้นหรือจับกุมก็ไม่มีอำนาจใดที่จะยึดสิ่งของนั้นไว้อีกได้ ส่วนข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยผู้ดูแลราชการกรมตำรวจในขณะนั้นกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผู้ดูแลราชการกรมป่าไม้ เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับของกลางในคดีความผิดเกี่ยวกับการป่าไม้ และระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับของกลางในคดีความผิดเกี่ยวกับการป่าไม้พ.ศ. 2533 ที่ตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลรักษาและจัดการตามระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สำหรับ ของกลางที่ตรวจยึดได้ในคดีความผิดเกี่ยวกับการป่าไม้ทุกชนิด ยกเว้นของกลาง ที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน ต้องมอบให้พนักงานสอบสวนเก็บรักษาและ ดำเนินการ ไม่ใช่กฎหมายเป็นเพียงข้อตกลงที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการ ปฏิบัติงานระหว่างหน่วยราชการซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องต่อกันและ สอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่แม้กฎหมายและระเบียบกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ในการคืนของกลางให้แก่เจ้าของเมื่อพนักงานอัยการ มีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือให้จำเลยที่ 2ดำเนินการกับของกลางในส่วนที่ศาล มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบหรือไม่ริบของกลางก็เป็นกระบวนการในการบังคับคดี ไม่เกี่ยวกับการยึดของกลางไว้ในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาของศาล การที่จำเลยที่ 2 ดูแลรักษาไม้ของกลางในระหว่างการสอบสวน จึงเป็น การกระทำการแทนพนักงานสอบสวน กรณียังไม่เป็นที่พอใจว่าคำฟ้องโจทก์ ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดไม้สักของกลางมีมูล ไม่อาจอนุญาตให้นำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามที่โจทก์ ขอมาใช้บังคับได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องมีใจความว่าเมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2540 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2541 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้ตรวจค้นและอายัดไม้สักท่อนจำนวน 13,215 ท่อน ของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหามีไม้สักท่อนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 และทำการยึดไม้สักท่อนจำนวน 13,215 ท่อน (ปัจจุบันเหลือไม้สักท่อนจำนวน 9,302 ท่อน และไม้สักแปรรูปจำนวน 5,576 เหลี่ยม) ของโจทก์ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งเพิกถอนการยึดหรืออายัดไม้สักท่อนและไม้สักแปรรูปดังกล่าวของโจทก์ ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดไม้จำนวนดังกล่าวของโจทก์ โดยโจทก์ขอวางหลักประกันเป็นเงิน 150,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ไม้สักท่อนจำนวนดังกล่าวเป็นไม้ที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ตรวจสอบพบว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยมีการแจ้งหลักฐานออกใบเบิกทางนำไม้คลื่อนที่อันเป็นเท็จ จึงทำการยึดไว้ และจำเลยที่ 2 ได้มอบให้จำเลยที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านตากจังหวัดตากเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่กระทำผิดฐานร่วมกันมีไม้สักท่อนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์และยึดไม้สักท่อนจำนวน 13,215 ท่อน ไว้เป็นของกลางในคดีอาญาขณะนี้คดีอาญาอยู่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ไม้สักท่อนดังกล่าวจึงตกอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนซึ่งยึดไว้เป็นของกลาง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญแห่งคดีในการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาล หากศาลสั่งถอนการอายัดและโจทก์รับไม้สักท่อนของกลางไปทำการแปรรูปจำหน่าย จ่ายโอน ก็จะไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำผิดของผู้กระทำผิด และถ้าศาลมีคำพิพากษาให้ริบไม้สักท่อนของกลางในที่สุด ก็ย่อมไม่มีไม้สักท่อนของกลางให้ริบหลักทรัพย์หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารที่โจทก์จะวางต่อศาลไม่ใช่ของกลางที่ศาลจะริบได้ขอให้ยกคำร้อง ก่อนไต่สวนคำร้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดของจำเลยที่ 2โดยให้โจทก์วางหลักประกันจำนวน 150,000,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามทางไต่สวน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในระหว่างวันที่ 9ธันวาคม 2540 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2541 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้ร่วมตรวจสอบไม้สักท่อนจำนวนมากที่กองอยู่บริเวณหมอนไม้ของโจทก์ หมู่ที่ 5 ตำบลตากออกอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก และเชื่อว่าหลักฐานใบเบิกทางนำไม้เคลื่อนที่ของไม้สักท่อนเหล่านั้นเป็นเท็จ จึงกล่าวหาโจทก์ว่ามีไม้สักท่อนจำนวน 13,215 ท่อนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและได้มีการยึดไม้สักท่อนจำนวน 13,215 ท่อนดังกล่าว ซึ่งมีปริมาตร 15,085.83 ลูกบาศก์เมตร ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มอบให้จำเลยที่ 1ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านตาก จังหวัดตากเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิดฐานร่วมกันมีไม้สักท่อนจำนวน 13,215 ท่อนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านตากรับคำร้องทุกข์และยึดไม้สักท่อนจำนวนดังกล่าวไว้เป็นของกลางในคดี ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ลำดับที่ 4 คดีที่ 49/41 ยึดทรัพย์ที่ 32/41 ของสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านตาก คดีอาญาอยู่ในระหว่างการสอบสวน โดยในระหว่างการอายัดก่อนมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โจทก์ได้รับอนุญาตให้นำไม้สักท่อนที่ถูกอายัดไว้จำนวนหนึ่งไปแปรรูปได้เป็นไม้สักแปรรูปจำนวน 5,576 เหลี่ยม และคงเหลือไม้สักท่อนจำนวน 9,302 ท่อน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าสมควรอนุญาตให้นำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามที่โจทก์ขอมาใช้บังคับหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้พนักงานสอบสวนจะรับคำร้องทุกข์และยึดไม้สักท่อนจำนวน 13,215 ท่อน ไว้เป็นของกลางในคดีอาญาแต่ไม้สักท่อนของกลางดังกล่าวยังอยู่ในอำนาจการดูแลรักษาและการจัดการของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสามข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เป็นเพียงผู้เก็บรักษาไม้สักท่อนของกลางไว้แทนพนักงานสอบสวนเท่านั้น เห็นว่า ในการฟ้องคดีอาญาต่อศาลประมวลกฎหมายวิธีพิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง