คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 2318/2559
หลักกฎหมาย
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยติดตั้งสายไฟฟ้าบนรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ในลักษณะที่เป็นอันตรายและไม่ปลอดภัยแก่โจทก์และบุคคลอื่น ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสายไฟฟ้าออกจากรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ จำเลยให้การว่า รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยรวมกัน การติดตั้งสายไฟฟ้าบนรั้วคอนกรีตพิพาทไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อได้ความว่า รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยรวมกัน และการติดตั้งสายไฟฟ้าของจำเลยไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยแก้ไขการต่อสายไฟฟ้าจากมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายถึงตู้ประธานบ้านจำเลยนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างมาในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างและพิพากษาให้ถูกต้องได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อสายไฟฟ้าออกจากรั้วคอนกรีตของโจทก์ดังกล่าว หากจำเลยไม่ยอมรื้อสายไฟฟ้าก็ให้โจทก์เป็นผู้รื้อแทนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแก้ไขการต่อสายไฟฟ้าจากมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถึงตู้ประธาน บ้านเลขที่ 32/3 (ที่ถูก 32/2) หมู่ที่ 15 ตำบลเวียง (ที่ถูก ตำบลรอบเวียง) อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยใช้ลวดอลูมิเนียมขนาด 10 มิลลิเมตร มัดสายไฟฟ้าที่ต่อจากแร็คและเพิ่มท่อร้อยสายไฟฟ้าชนิดเอชดีพีอีให้ยาวขึ้นรับกับแร็ก หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการเองด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสายไฟฟ้าออกจากกำแพงรั้วคอนกรีตของโจทก์บ้านเลขที่ 111/3 หมู่ที่ 15 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตามแนวเขตหมายเลข 1 ในแผนผังโดยสังเขปหากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนสายไฟฟ้าดังกล่าวให้โจทก์เป็นผู้รื้อโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 106611 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และบ้านเลขที่ 32/2 หมู่ที่ 15 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดิน ส่วนโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 126593 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตามสำเนาโฉนดที่ดิน โดยนายสนั่น เจ้าของที่ดินเดิมแบ่งขายที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่อยู่ด้านหน้าติดถนนสันโค้งน้อยให้แก่โจทก์ แล้วโจทก์ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 111/3 หมู่ที่ 15 ลงบนที่ดินแปลงดังกล่าว เดิมที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินของนายสนั่นตลอดแนวทั้งแปลงโดยมีรั้วคอนกรีตแบ่งกั้นแนวเขตระหว่างที่ดินของจำเลยกับที่ดินของนายสนั่น เมื่อนายสนั่นแบ่งขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่โจทก์ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกจึงติดกับของจำเลย โดยมีรั้วคอนกรีตพิพาทซึ่งเป็นรั้วช่วงที่นายโม่ บิดาของนายสนั่นเป็นผู้สร้างแบ่งกั้นแนวเขตระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยตามแผนผังโดยสังเขป ในส่วนที่เขียนหมายเลข 1 กำหนดไว้และภาพถ่าย ภาพบน เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 จำเลยเดินสายไฟฟ้าจากมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงราย ที่อยู่บนเสาไฟฟ้าด้านหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์เข้าสู่บ้านเลขที่ 32/2 ของจำเลย โดยยึดสายไฟฟ้าประเภททีเอชดับบลิวที่ร้อยท่อประเภทเอชดีพีอีติดตั้งไว้กับแนวรั้วคอนกรีตพิพาทในฝั่งบ้านจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตพิพาทรวมกันหรือไม่ เห็นว่า ตามแผนผังโดยสังเขป และภาพถ่ายหมาย รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของรั้วคอนกรีตที่แบ่งกั้นแนวเขตระหว่างที่ดินของจำเลยกับที่ดินของโจทก์และที่ดินของนายสนั่นตลอดแนวทั้งแปลง โดยเป็นรั้วที่ก่อสร้างขึ้นก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน จากนายสนั่นเจ้าของที่ดินเดิม เมื่อฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างไม่สามารถยืนยันได้ว่ารั้วคอนกรีตดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของฝ่ายใด ทั้งนายสนั่นเจ้าของที่ดินเดิมก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่ารั้วคอนกรีตพิพาทสร้างกลางหมุดที่ดินหรือสร้างขยับเข้าไปในที่ดินของนายสนั่นเช่นนี้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของที่ดินทั้งสองข้างเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตดังกล่าวรวมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1344 โจทก์กล่าวอ้างว่ารั้วคอนกรีตพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ที่โจทก์นำสืบว่า ฝ่ายนายสนั่นเป็นผู้สร้างรั้วคอนกรีตพิพาทซึ่งเป็นรั้วล้อมรอบที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่โจทก์ซื้อมาจากนายสนั่น โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรั้วคอนกรีตพิพาทด้วยนั้น พยานโจทก์ปากนายสนั่นก็เบิกความยืนยันว่า ขณะพยานขายบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ พยานไม่ได้บอกโจทก์ว่ารั้วเป็นของพยาน ทั้งพยานยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยต่อไปว่า รั้วคอนกรีตที่สร้างขึ้นดังกล่าวกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยและพยานแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกบิดาของพยานเป็นผู้สร้าง ช่วงกลางของรั้วสามีของจำเลยเป็นผู้สร้าง และรั้วด้านในสุดพยานเป็นผู้สร้าง โดยที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนของโจทก์จะมีทั้งรั้วที่ฝ่ายบิดาของพยานกับสามีของจำเลยเป็นผู้สร้าง พยานไม่เคยนำเจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดแนวเขตว่ารั้วอยู่ในเขตที่ดินใคร ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสนั่นประกอบกับภาพถ่าย ที่ปรากฏภาพรั้วคอนกรีตที่สร้างขึ้นในแต่ละช่วงด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง