ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 2318/2564

หลักกฎหมาย

สาเหตุที่ทำให้โจทก์ที่ 1 สมองพิการเกิดจากสาเหตุใด เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่าสาเหตุที่ทำให้โจทก์ที่ 1 สมองพิการเสียหายถาวรอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ยังไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงไปทางหนึ่งทางใดโดยแจ้งชัด จึงต้องถือว่ายังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าโจทก์ที่ 1 มีอาการสมองพิการเสียหายถาวรช่วยเหลือตนเองไม่ได้เพราะสาเหตุใดแน่ ตรงกันข้ามกับทางนำสืบของโจทก์ทั้งสอง ที่มีโจทก์ที่ 2 และ ส. บิดาโจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันตรงกันว่า หลังเกิดเหตุบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการผ่าตัดโจทก์ที่ 1 ได้พูดยอมรับว่า เหตุที่โจทก์ที่ 1 มีอาการดังกล่าวเนื่องจากท่อช่วยหายใจหลุดและขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ทั้งตามบันทึกการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า หลังการผ่าตัด เมื่อเกิดปัญหากับโจทก์ที่ 1 วิสัญญีแพทย์ทำการตรวจสอบตำแหน่งท่อช่วยหายใจอีกครั้ง เนื่องจากสงสัยว่ามีเสียงลมรั่วไม่เข้าปอด ซึ่งพบว่าท่อช่วยหายใจไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของหลอดลม จึงได้รีบใส่ท่อช่วยหายใจใหม่โดยเพิ่มขนาดจากเบอร์ 4 เป็นเบอร์ 4.5 ตำแหน่งที่ใส่อยู่ที่ 12 เซนติเมตร แม้การจ่ายเงินช่วยเหลือตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 จะเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมิได้พิจารณาว่าบุคลากรทางการแพทย์กระทำโดยประมาทและก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ก็ตาม แต่รายงานการประชุมดังกล่าวก็ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการสอบสวน ทั้งคณะอนุกรรมการที่เข้าร่วมพิจารณาก็ล้วนเป็นแพทย์ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความเชี่ยวชาญ เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 และ ส. ซึ่งไม่มีความรู้ทางการแพทย์ยากที่จะเบิกความปรุงแต่งข้อเท็จจริงที่ตนรับฟังมา พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการอย่างถาวรเกิดจากท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนจากหลอดลมภายหลังการผ่าตัด ทำให้สมองขาดออกซิเจนหล่อเลี้ยงเป็นเวลานานจนโจทก์ที่ 1 เกิดอาการดังกล่าว กรณีจะถือว่าการกระทำของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 เป็นความประมาทเลินเล่อหรือไม่นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์และเหตุผลประการอื่นด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงได้ความว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวังรอบคอบ และเหมาะสมกับสภาวการณ์ที่จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปดั่งที่คาดหมาย กรณีย่อมไม่อาจถือว่าบุคลากรทางการแพทย์ผู้นั้นกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบและเหมาะสมสอดคล้องแก่สภาวการณ์ที่จำเป็นในการรักษาโจทก์ที่ 1 ทุกขั้นตอนโดยถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพอันเหมาะสมแก่สภาวการณ์แล้ว แม้จะเกิดผลท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่ก็ตาม การกระทำของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นการละเมิด แต่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจคาดหมายได้ บุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ในฐานะหน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบต่อความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรโจทก์ที่ 2 กับนายสมาน โจทก์ที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2558 เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (TETRALOGY OF FALLOT) เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์ที่ 1 เข้ารับการติดตามและตรวจอาการของโรคดังกล่าวที่โรงพยาบาล ม. ซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 มีภาวะอาการเขียวขั้นวิกฤตจนอยู่ในขั้นอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ทางโรงพยาบาลจึงรับตัวโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ป่วยใน วันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 1 มีนาคม 2559 โจทก์ที่ 1 ได้รับการผ่าตัดต่อเส้นเลือดเทียมเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงที่ปอดได้มากขึ้น หลังการผ่าตัดแล้วขณะที่บุคลากรทางการแพทย์นำโจทก์ที่ 1 ไปยังหอผู้ป่วยเด็ก ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 มีอาการเขียวใหม่ ซึ่งทางการแพทย์หมายถึงมีออกซิเจนในเลือดต่ำ มีสัญญาณชีพที่เต้นช้าลง แพทย์และพยาบาลจึงปฏิบัติการกู้ฟื้นคืนชีพ (ซีพีอาร์) และใช้ยาเพื่อกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 3 นาที โจทก์ที่ 1 ยังมีอาการไม่ดีขึ้น คณะแพทย์จึงเปลี่ยนท่อช่วยหายใจจากขนาดเบอร์ 4 เป็นขนาดเบอร์ 4.5 เพื่อที่จะให้ลมสามารถผ่านเข้าไปที่ปอดได้มากขึ้น ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 กลับมาสัญญาณชีพเป็นปกติ แต่มีอาการสมองพิการอย่างถาวร ต่อมาโจทก์ที่ 2 ขอรับเงินเยียวยาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา สรุปข้อมูลแล้วกำหนดให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 280,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยโจทก์ที่ 2 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการเป็นผลจากความประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ยังไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงไปทางหนึ่งทางใดโดยแจ้งชัด ต้องถือว่ายังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเพราะเหตุใดกันแน่ จึงทำให้โจทก์ที่ 1 มีอาการสมองพิการเสียหายถาวรช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ ตรงกันข้ามตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองนอกจากโจทก์ที่ 2 และนายสมาน มารดาและบิดาโจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันตรงกันว่าหลังเกิดเหตุบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการผ่าตัดโจทก์ที่ 1 ได้พูดยอมรับกับโจทก์ที่ 2 และนายสมานว่า เหตุที่โจทก์ที่ 1 มีอาการดังกล่าวเนื่องจากท่อช่วยหายใจหลุดและขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว และยังได้ความว่า หลังจากนั้นโจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและก่อนมีการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 280,000 บาท ก็มีบันทึกการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมเป็นคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยมีคณะอนุกรรมการผู้เข้าประชุมประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนผู้ใช้บริการ ตัวแทนหน่วยบริการ ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา หัวหน้ากลุ่มงานประกันสุขภาพ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ซึ่งผลการประชุมตามบันทึกการประชุมมีข้อความระบุว่า หลังการผ่าตัดเมื่อเกิดปัญหากับโจทก์ที่ 1 วิสัญญีแพทย์ได้ทำการตรวจสอบตำแหน่งของท่อช่วยหายใจอีกครั้ง เนื่องจากสงสัยว่ามีเสียงลมรั่วไม่เข้าปอด ซึ่งพบว่าท่อช่วยหายใจไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของหลอดลม จึงได้รีบใส่ท่อช่วยหายใจใหม่โดยเพิ่มข
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2564 · ทนอย Thanoy