คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 2326/2544
หลักกฎหมาย
สัญญาจ้างทำของไม่ต้องกระทำตามแบบหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ เพียงแต่ผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้นก็เป็นการเพียงพอที่จะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ในรายการเพิ่มเติมมีการเปลี่ยนแปลงวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิมและมีการเพิ่มงานมากขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าราคาค่าก่อสร้างจะต้องเพิ่มขึ้นกว่าราคาเดิมอย่างมาก ประกอบกับเจ้าของห้องชุดที่มีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงแบบจะต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์เสียก่อน จึงฟังได้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยได้ตกลงให้โจทก์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุดตามรายการเพิ่มเติมโครงการจริง จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต่อโจทก์ งานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ดำเนินการเสร็จในเดือนพฤษภาคม2534 แต่เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับ บ. ในเมื่อขณะนั้นการก่อสร้างงานส่วนที่ 17 ยังไม่แล้วเสร็จ ย่อมมีเหตุผลอันควรที่โจทก์จะรอส่งมอบงานทั้งสองอย่างนี้พร้อมกัน แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบงานระหว่างโจทก์กับจำเลย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการจะเรียกสินจ้างจากจำเลยก็ยังไม่เกิดซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า"อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..."และสิทธิเรียกร้องสินจ้างของโจทก์จะเกิดขึ้นเมื่อได้ส่งมอบการที่ทำตามมาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "สินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยไม่ได้โต้แย้งในข้อนี้ว่า โจทก์ได้ส่งมอบการที่ทำแก่จำเลยในวันที่ 5 มิถุนายน 2534และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2536 เช่นนี้ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ส่วนนี้จึงหาขาดอายุความไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยเสียค่าขึ้นศาลเพียงบางส่วนจำนวน 30,000 บาท ว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 จำเลยจ้างโจทก์สร้างอาคารชุดศรีธนาคอนโดมิเนียม ขนาด 14 ชั้นในราคา 35,500,000 บาท มีกำหนดว่าจะส่งรับการที่ทำนั้นเป็น 17 ส่วนและได้ระบุจำนวนสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2532 ในระหว่างเวลาที่ทำการก่อสร้างอยู่นั้น จำเลยแก้ไขแบบแปลนขอให้โจทก์ปรับปรุงห้องชุดตั้งแต่ชั้นที่ 2 ถึงที่ 14 คิดเป็นค่าแรงงานและสัมภาระจำนวน 1,586,180 บาท นอกจากนั้นจำเลยยังจ้างโจทก์ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารชุดคิดเป็นค่าแรงงานและสัมภาระอีกจำนวน 2,734,313 บาท เหตุนี้การที่จ้างจึงไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2533 จำเลยบอกเลิกสัญญาแต่ก็ยังให้โจทก์ทำการต่อไปจนแล้วเสร็จในวันที่ 5 มิถุนายน 2534 โดยไม่ถือเวลาเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญา โจทก์เตือนให้จำเลยใช้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้นแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระสินจ้างส่วนที่ 17 ที่คงค้างอยู่จำนวน 1,950,000 บาท รวมทั้งค่าปรับปรุงห้องชุดจำนวน 1,586,180บาท และค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวน 1,069,210 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างจำนวน 4,605,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารชุดตามคำฟ้องแต่ในระหว่างเวลาที่ทำการอยู่นั้น จำเลยไม่ได้ขอให้โจทก์แก้ไขปรับปรุงห้องชุดจากแบบแปลนเดิม โจทก์ทำเอกสารหมายเลข 2 ท้ายคำฟ้องขึ้นเองตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อห้องชุด โดยจำเลยมิได้ลงชื่อเป็นคู่สัญญาเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนั้นโจทก์ยังหลอกเบิกเงินล่วงหน้าเป็นค่าติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารชุดไปจากจำเลยจำนวน1,161,100 บาท โดยไม่ได้ทำการก่อสร้างจนจำเลยต้องเอางานนั้นให้บุคคลภายนอกทำ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างส่วนนี้ ทั้งยังต้องคืนสินจ้างส่วนที่รับไปแล้วแก่จำเลย หลังจากบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 9ตุลาคม 2533 แล้วจำเลยต้องเอางานนั้นไปให้บุคคลภายนอกทำจนเสร็จภายในกำหนดเวลา 3 เดือน มิได้ให้โจทก์ทำต่อไปอีก โจทก์เพิ่งฟ้องเรียกสินจ้างเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2536 เกินกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความโจทก์ไม่ได้เตือนให้จำเลยใช้สินจ้าง จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงบางส่วนจำนวน 30,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินสินจ้างจำนวน 4,219,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 มิถุนายน 2536) ต้องไม่เกินจำนวน 689,467.88บาท จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารชุดศรีธนาคอนโดมิเนียมในราคา35,500,000 บาท มีการกำหนดงวดงานออกเป็นส่วน ๆ รวม 17 ส่วน และได้ระบุสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ ด้วย ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและแบบแปลนเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 นอกจากนั้น จำเลยยังได้ว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารชุดดังกล่าวอีกในราคา 2,734,313 บาท โดยมีการแบ่งงานออกเป็น 13 ส่วน และได้กำหนดสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ เช่นเดียวกัน ตามเงื่อนไขการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเอกสารหมาย จ.3 จำเลยได้รับมอบอาคารชุดที่โจทก์ก่อสร้างเสร็จแล้วจำนวน 16 ส่วนและรับมอบงานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่โจทก์ทำแล้วเสร็จจำนวน 9 ส่วนและจำเลยได้จ่ายสินจ้างเพื่อการงานแต่ละส่วนในเวลารับเอางานแต่ละส่วนนั้นแล้ว แต่โจทก์ก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าว ส่วนที่ 17 และงานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนที่ 10 ถึงที่ 13 ไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ จำเลยจึงได้บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2533ตามหนังสือของทนายความเอกสารหมาย จ.5 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ก่อสร้างอาคารชุดศรีธนาคอนโดมิเนียมส่วนที่ 17 จนแล้วเสร็จหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าในประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ ภาระการพิสูจน์ต้องตกแก่โจทก์แต่โจทก์ไม่นำบุคคลภายนอกหรือคนงานที่ทำการก่อสร้างอาคารส่วนที่ 17 มาเบิกความสนับสนุนว่าโจทก์เป็นฝ่ายก่อสร้างงานส่วนดังกล่าวจนแล้วเสร็จส่วนจำเลยมีนางบัวคำ บุญกมล มาเบิกความว่า การก่อสร้างของโจทก์มีปัญหาภายในด้วยเหตุคนงานละทิ้งงานเพราะโจทก์ไม่จ่ายค่าจ้างแต่คนงานของโจทก์ก็ยังคงพักอาศัยอยู่ที่ใต้ถุนโรงจอดรถของจำเลยเรื่อยมาในเมื่อโจทก์เกิดปัญหาในเรื่องการเงินดังกล่าว โจทก์จะมีความสามารถก่อสร้างงานส่วนที่ 17 จนแล้วเสร็จได้อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสื
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง